3 สัญญาณผิดปกติที่คอ หากพบแล้วอย่าชะล่าใจ อาจถึงเวลาต้องตรวจหาสาเหตุ
คอเป็นบริเวณที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ง่ายในชีวิตประจำวัน แต่กลับเป็นอีกจุดที่หลายคนมักมองข้ามเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ก้อนที่คอ ผิวบริเวณคอคล้ำและหนาขึ้น หรือความรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอ
อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคร้ายเสมอไป เพราะหลายกรณีอาจเกิดจากการติดเชื้อ การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง หรือภาวะอื่นๆ ที่ไม่รุนแรง แต่หากอาการผิดปกติ ไม่หายไป เป็นมากขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ก็ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด
1. มีก้อนที่คอ โดยเฉพาะก้อนที่อยู่นานและไม่เจ็บ
เมื่อพบก้อนบริเวณคอ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงต่อมน้ำเหลืองที่บวมจากอาการเจ็บคอ ไข้หวัด หรือการติดเชื้อ ซึ่งในหลายกรณีก็อาจเป็นเช่นนั้นจริง โดยต่อมน้ำเหลืองสามารถโตขึ้นชั่วคราวขณะที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ และมักค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่ออาการดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากก้อนที่คอ คงอยู่เป็นเวลานาน ไม่ยุบลง หรือมีขนาดใหญ่ขึ้น ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจ เพราะก้อนบริเวณคอมีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่ต่อมน้ำเหลือง การติดเชื้อ ก้อนจากต่อมไทรอยด์ ไปจนถึงภาวะอื่นๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์
ลักษณะของก้อน เช่น ขนาด ตำแหน่ง ความแข็ง การเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป ล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุได้ แต่ การที่ก้อนไม่เจ็บไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป เพราะก้อนที่ไม่อันตรายหลายชนิดก็สามารถไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บได้เช่นกัน
หากมีก้อนที่คอร่วมกับอาการอย่าง น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ไข้เรื้อรัง เหงื่อออกตอนกลางคืน เสียงแหบ กลืนลำบาก หรือหายใจลำบาก ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่ออาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลง
2. คอคล้ำขึ้นและผิวหนาเป็นกำมะหยี่
บางคนสังเกตว่าผิวบริเวณต้นคอค่อยๆ คล้ำขึ้น จนคิดว่าเกิดจากเหงื่อ สิ่งสกปรก หรือการโดนแดด จึงพยายามขัดหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวเพื่อให้สีผิวกลับมาเหมือนเดิม แต่หากผิวบริเวณนั้นไม่ได้เพียงแค่คล้ำขึ้น แต่ยัง หนาและมีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ อาจเป็นภาวะที่เรียกว่า “อะคันโทซิส นิกริแคนส์” (Acanthosis nigricans)
ภาวะนี้มักพบตามบริเวณรอยพับของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ และขาหนีบ และมีความสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน รวมถึงพบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีภาวะอ้วน อย่างไรก็ตาม ผิวคล้ำบริเวณคอไม่ได้หมายความว่าเป็นภาวะนี้เสมอไป เพราะยา โรคผิวหนัง และปัจจัยอื่นๆ ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวได้เช่นกัน
ดังนั้น หากพบว่าผิวคอเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว หรือมีลักษณะหนาและคล้ำขึ้นมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ แทนการพยายามขัดผิวหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวเพียงอย่างเดียว
ในบางคน การเปลี่ยนแปลงของผิวอาจเป็นสัญญาณที่ทำให้แพทย์พิจารณาตรวจปัจจัยด้านเมตาบอลิซึม เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดหรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทั้งนี้ต้องพิจารณาร่วมกับอาการและปัจจัยสุขภาพอื่นๆ ของแต่ละคน
3. รู้สึกเหมือนมีอะไรติดคอ หรือกลืนไม่สะดวกอยู่นาน
ความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในลำคอเป็นอาการที่พบได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งอาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคือง คออักเสบ กรดไหลย้อน หรือปัจจัยอื่นๆ จึงไม่ควรรีบด่วนสรุปว่าเกิดจากโรคร้าย
สิ่งที่ควรสังเกตคือ อาการเป็นอยู่นานแค่ไหนและมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ หากความรู้สึกติดขัดหรือกลืนไม่สะดวกยังคงอยู่ต่อเนื่อง หรือเริ่มส่งผลต่อการกินและการดื่ม ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ เพราะปัญหาเกี่ยวกับคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ต่อมไทรอยด์ หรือโครงสร้างบริเวณคอสามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้
โดยเฉพาะหากมีอาการ เสียงแหบเรื้อรัง กลืนลำบาก กลืนแล้วเจ็บ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ไอเรื้อรัง มีก้อนที่คอ หรือหายใจลำบาก ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม ไม่ควรซื้อยารับประทานหรือพยายามนวดบริเวณคอเพื่อแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
เช็กคอง่ายๆ วันละ 1 นาที มีอะไรผิดปกติหรือไม่
การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่จำเป็นต้องทำให้เรากังวลกับทุกอาการ เพียงลองใช้เวลาสั้นๆ ระหว่างส่องกระจกหรืออาบน้ำเพื่อสังเกตบริเวณคอว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่
- มีก้อนหรือปุ่มนูนผิดปกติบริเวณคอหรือไม่
- หากมีก้อน ก้อนนั้นยุบลงหรือโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่
- ผิวบริเวณคอคล้ำ หนา หรือมีผิวสัมผัสเปลี่ยนไปหรือไม่
- มีความรู้สึกเหมือนมีก้อนติดคอหรือกลืนลำบากต่อเนื่องหรือไม่
- มีอาการร่วม เช่น เสียงแหบ น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง หรือหายใจลำบากหรือไม่
หากพบความผิดปกติที่คงอยู่นานหรือมีอาการเพิ่มขึ้น ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพราะอาการบริเวณคอมีสาเหตุได้หลายอย่าง และการตรวจร่างกายโดยตรงจะช่วยแยกสาเหตุได้แม่นยำกว่าการวินิจฉัยด้วยตัวเอง
ดังนั้น ก้อนที่คอ ผิวคอที่เปลี่ยนไป และอาการติดขัดในลำคอ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องตื่นตระหนกทันที แต่ก็ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น การสังเกตตัวเองและเข้ารับการตรวจเมื่อมีข้อสงสัย คือวิธีที่ช่วยให้พบสาเหตุและดูแลได้อย่างเหมาะสม
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติหรืออาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากบุคลากรทางการแพทย์
- เด็ก 6 ขวบหมดสติหลังกิน "ไข่คนมะเขือเทศ" ที่ยายทำให้ แพทย์ชี้อันตรายใกล้ตัวมาก
- ด.ช. 9 ขวบ มีนิ่วในท้อง 56 ก้อน หมอเผยต้นเหตุทำแม่ทรุด ที่แท้คือสิ่งที่ให้ลูกกินทุกวัน

แหล่งข้อมูล: American Academy of Family Physicians, Mayo Clinic และ NHS

18 hours ago
1





English (US) ·