mini REVIEW | รีวิว POCO F7 Pro และ POCO F7 Ultra ราคาต่างกัน 4,000 บาท ต่างกันมากขนาดไหน

3 days ago 16
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

เรียกเสียงฮือฮาไปไม่น้อย หลังจากเปิดตัว และเปิดราคาไทย POCO F7 Series สองพี่น้องเรือธงจาก POCO ที่ในปีนี้ ได้ใช้ชิปเรือธงอย่าง Snapdragon 8 Elite ในรุ่น POCO F7 Ultra ส่วนรุ่นน้องอย่าง POCO F7 Pro ได้เป็นชิป Snapdragon 8 Gen 3 กับราคาที่เรียกได้ว่าคุ้มกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว ราคาต่างกัน 4,000 บาท ความแรงจะต่างกันมั้ย ไปดูพร้อมกันเลย!

ดีไซน์ที่เหมือนกันแต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

POCO F7 Pro ใช้ดีไซน์การจัดวางกล้องด้วยโมดูลทรงกลม จัดวางอยู่ฝั่งซ้ายมือของตัวเครื่อง พร้อมกับไฟแฟลชวางเป็นแนวนอนอยู่ข้างๆ โมดูลกล้อง ตัวเครื่องมีน้ำหนัก 206 กรัม และบาง 8.12 มม. ใช้วัสดุฝาหลังเครื่องเป็นกระจก (Premium Glass) และขอบทำจากโลหะ (Metal Frame) พร้อมรองรับการทนน้ำทนฝุ่น IP68 ให้ผิวสัมผัสการจับถือแบบเงาและด้านไปพร้อมๆ กัน โดยที่ส่วนหนึ่งของตัวเครื่องบริเวณด้านบน จะมีผิวสัมผัสแบบกระจกเงาวาว เล่นแสง ดังนั้นอาจจะทำให้ติดรอยนิ้วมือ หรือคราบต่างๆ ได้ง่าย ต้องคอยเช็ดออกเรื่อยๆ ถ้าจะใช้งานแบบไม่ใส่เคส

ส่วน POCO F7 Ultra จะแตกต่างจากรุ่นน้องที่พื้นผิวของฝาหลังครื่อง จะใช้เป็นรูปแบบของพื้นผิวแบบเดียวกันทั้งหมด ไม่มีการแบ่งเลเยอร์เหมือนกับรุ่นน้อง วัสดุที่ใช้ก็ยังคงเป็นกระจก (Premium Glass) และขอบเครื่องทำจากโลหะ (Metal Frame) แบบเดียวกัน พร้อมกับน้ำหนักที่มากกว่ารุ่นน้อง อยู่ที่ 212 กรัม และบาง 8.39 มม. รองรับการทนน้ำทนฝุ่น IP68 เช่นเดียวกัน

ดูหนังฟังเพลงต่างกันมากมั้ย

POCO F7 Pro และ POCO F7 Ultra ทั้งสองรุ่นเรียกได้ว่า ให้สเปคหน้าจอมาแบบเดียวกันเลย ส่วนที่แตกต่างกันจริงๆ คือเรื่องวัสดุกระจกหน้าจอเท่านั้น จอ Flow AMOLED display ขนาด 6.67 นิ้ว แสดงผลความลีกสี 12 บิต ได้มากถึง 68 พันล้านสี ความละเอียด 2K อัตรารีเฟรชเรท 120Hz ของทั้งสองรุ่นนั้น ให้การแสดงผลสี และมิติภาพที่ดีเหมือนกัน แถมยังรอบรับการแสดงผล HDR10+ และ DolbyVision เหมือนกันอีกด้วย จะดูหนัง หรือเล่นเกม เห็นรายละเอียดครบๆ ภาพชัดๆ เต็มตาแน่นอน เพราะขอบจอบางแค่ 1.9 มม. (ขอบจอล่าง) และบาง 1.6 มม. (ขอบจอข้าง)

ส่วนเรื่องของความสว่างหน้าจอก็ยังให้ความสว่างสูงสุดมาถึง 3,200 นิต แต่ความแตกต่างจริงๆ ที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ก็คือ POCO F7 Pro ใช้วัสดุกระจกหน้าจอ Corning Gorilla Glass 7i ส่วน POCO F7 Ultra ใช้เป็น POCO Shield Glass ที่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้มากกว่า 20 เท่า

เรื่องระบบเสียง ทั้งสองรุ่นให้มาเป็นลำโพงคู่สเตอรีโอ รองรับทั้ง Hi-Res Audio กับ Dolby Atmos นอกจากนั้น ยังมีฟีเจอร์ AI Super Cinema ที่ทำให้คุณภาพของเสียงเล่นแบบรอบทิศทาง 3D มีมิติที่ชัดเจน จากการลองใช้งานมา POCO F7 Pro ดูจะเด่นในเรื่องย่านเสียงกลาง และเสียงสูงเป็นพิเศษ ให้คาแรคเตอร์ของเสียงแบบใสเคลียร์ ส่วน POCO F7 Ultra ถึงแม้เสียงอาจจะเบากว่ารุ่นน้องอยู่เล็กน้อย แต่เนื้อเสียง กับย่านเสียงเบสที่ดีกว่า ก็ช่วยทำให้อรรถรสในการใช้งานด้านเอนเตอร์เมนต์ ดีขึ้นตามไปด้วย

กล้องหลัก 50MP แต่รุ่นพี่มีเลนส์ซูมด้วย

ทั้งสองรุ่นระหว่าง POCO F7 Pro และ F7 Ultra ถึงจะมีการจัดวาง หรือดีไซน์ของโมดูลกล้องเหมือนกัน แต่จำนวนเลนส์และความละเอียดเซนเซอร์ มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร POCO F7 Pro มาพร้อมกับเซนเซอร์กล้องหลัก Light Fusion 800 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (f/1.6) ขนาดเซนเซอร์ 1/1.55 มีกันสั่น OIS และเซนเซอร์อัลตราไวด์ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (f/2.2) ให้รายละเอียดภาพที่คมชัด และ Dynamic Range ได้โอเค จะเสียเปรียบตัวรุ่นพี่ก็ในเรื่องของเลนส์อัลตราไวด์ เพราะได้ความละเอียดมาแค่ 8 ล้านพิกเซลเท่านั้น รายละเอียดภาพ และการรับแสงเงาต่างๆ จากเลนส์นี้เลยจะสู้ไม่ได้ บวกกับไม่มีเลนส์ซูมเหมือนกับรุ่นพี่

แต่ถ้าอยากจัดเต็มเรื่องงานกล้อง POCO F7 Ultra อาจจะสามารถตอบคำถามตรงนี้ได้ สำหรับเซนเซอร์หลักนั้น มีความละเเอียด และขนาดเซนเซอร์ที่เหมือนกับรุ่นน้องเลย Light Fusion 800 ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (f/1.6) ขนาดเซนเซอร์ 1/1.55 มีกันสั่น OIS ทำให้การใช้งานเลนส์หลัก ไม่ได้มีความแตกต่างจากรุ่นน้องแบบมีนัยยะ แต่พอมาดูกันที่เลนส์อัลตราไวด์ และเลนส์ซูมที่ F7 Ultra ได้มาเพิ่มนั้น เรียกว่าครอบคลุมการใช้งานในทุกๆ รูปแบบ เซนเซอร์อัลตราไวด์ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล (f/2.2) และเซนเซอร์เทเลโฟโต 50 ล้านพิกเซล (f/2.0) ระยะซูมออปติคัล 2.5 เท่า ซูมดิจิทัล 60 เท่า ที่มีฟีเจอร์ AI Enhance Zoom ช่วยให้ระยะการซูมตั้งแต่ 20 เท่าไปต้นไป มีความคมชัดมากขึ้น

ชิปต่างกัน แต่แรงเหลือเฟือทั้งคู่

ชิปเซตของทั้งสองรุ่น หากถามกันว่าใครแรงกว่ากัน สำหรับการใช้งานทั่วไป อย่างการเล่นโซเลียลมีเดีย ต้องบอกว่า ‘ไม่เห็นความแตกต่าง’ ด้วยประสิทธิภาพของ Snapdragon 8 Gen 3 ใน POCO F7 Pro ก็สามารถใช้งานสลับแอปไปมา หรือใช้งานโซเชียลมีเดียได้แบบสบายๆ รวมไปถึงการเล่นเกมด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะเท่าไปกันหมด เพราะ Snapdragon 8 Elite ใน POCO F7 Ultra จะมีภาษีที่ดีกว่าในเรื่องของความเร็วที่มากขึ้น การประหยัดพลังงาน และการประมวลผล AI ที่ทำได้ดีกว่าเมื่อเทียบกัน รวมไปถึงการที่ POCO F7 Ultra จะมีชิป Vision Boost D7 ช่วยเพิ่มความชัด และความลื่นไหลในการเล่นเกม หากอ้างอิงจากผลการทดสอบจะได้ออกมาตามนี้

Geekbench 6

  • POCO F7 Pro : 2,175 (single-core) 6,363 (multi-core)
  • POCO F7 Ultra : 2,291 (single-core) 8,066 (multi-core)

AnTuTu Benchmark

  • POCO F7 Pro : 1,851,651 คะแนน
  • POCO F7 Ultra : 2,455,250 คะแนน

สำหรับการใช้งานจริงผ่านการเล่นเกม ได้ลองนำทั้งสองรุ่นไปเล่นเกมยอดฮิตอย่าง PUBG Mobile และ Genshin Impact ระยะเวลาเกมละ 1 ชั่วโมง ในอุณหภูมิห้อง ผลการทดสอบเป็นดังนี้

PUBG Mobile

ทั้ง POCO F7 Pro และ POCO F7 Ultra หากเราปรับตั้งค่าการแสดงผลแบบ HDR HD จะสามารถตั้งค่าเฟรมเรทได้สูงสุดที่ระดับ Extreme (60FPS) แต่หากต้องการปรับแบบขั้นสุด Ultra Extreme (120FPS) ก็สามารถทำได้ด้วยการปรับการแสดงผลของเกม ไปที่ Smooth หรือลื่นไหล จากการทดสอบด้วยเฟรมเรทสูงแล้ว จะวิ่งอยู่ที่ประมาณ 115-120FPS เป็นหลัก แต่ถ้ารุ่นพี่อย่าง POCO F7 Ultra เฟรมเรทจะเกาะอยู่ที่ 119-120FPS นิ่งๆ เลย ถ้ามองด้วยตาเปล่าหรือไม่ได้จริงจังเกมมิ่งมาก เอาตรงๆ รู้สึกว่าแยกออกได้ยากนะ เพราะความร้อนสูงสุดทั้งสองรุ่นก็มีความใกล้เคียงกัน 40 องศาโดยประมาณ ไม่ได้ร้อนจนรู้สึกรบกวนการจับถือ

Genshin Impact

ทั้งสองรุ่น สามารถเล่น Genshin Impact ด้วยการปรับค่ากราฟิกที่ระดับสูงสุด และเปิดเฟรมเรทไว้ที่ 60FPS ได้โอเคทั้งสองรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเฟรมเรทที่ทำออกมาได้ใกล้เคียงกันมาก 56-60FPS แบบชิลๆ รีดประสิทธิภาพของตัวเครื่อง และชิปเซตออกมาได้ดีทั้งสองรุ่น หรือถ้าอยากลองสัมผัสประสบการณ์การเล่นแบบ 120FPS ก็สามารถไปเปิดโหมด ‘แทรกเฟรมอัจฉริยะ’ ผ่านการตั้งค่าของ X Boost ที่เมนูแถบซ้ายมือได้ด้วยนะ

ในเรื่องของความร้อนจากการเล่นเกม ถือว่าจัดการความร้อนออกมาได้โอเคทั้งสองรุ่น โดยเฉพาะกับ Snapdragon 8 Elite ใน POCO F7 Ultra ในครั้งแรกผู้เขียนก็มีความกังวลว่าจะมีความร้อนสูงมาก จนทำให้การเล่นเกมนั้น ไม่สมูท หรือเฟรมเรทดรอปไปหรือเปล่า แต่จากการลองใช้งานมา รู้สึกเลยว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่ใช้ Snapdragon 8 Elite แล้วมีความร้อนน้อย คาดว่าอาจจะด้วยระบบ 3D Dual-Channel IceLoop ที่ทาง POCO เอามาใส่ใน POCO F7 Series เป็นครั้งแรกด้วย มีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิตั้ง 15 จุด (และ 12 จุดใน POCO F7 Pro) ถ่ายเทความร้อนแบบจัดหนักสุดๆ

ตารางเทียบสเปค POCO F6 Series

ตารางเทียบสเปคPOCO F7 ProPOCO F7 Ultra
จอภาพประเภทหน้าจอFlow AMOLED display
ความสว่างสูงสุด 3,200 นิต
รองรับ HDR10+ / Dolby Vision
Flow AMOLED display
ความสว่างสูงสุด 3,200 นิต
รองรับ HDR10+ / Dolby Vision
ขนาด6.67 นิ้ว
ความละเอียด2K (3200 x 1440 พิกเซล)2K (3200 x 1440 พิกเซล)
อัตรารีเฟรช120Hz120Hz
ประสิทธิภาพชิปเซตSnapdragon 8 Gen 3Snapdragon 8 Elite
หน่วยความจำLPDDR5x12GB12GB / 16GB
พื้นที่จัดเก็บข้อมูลUFS 4.1256GB / 512GB256GB / 512GB
ระบบปฏิบัติการHyperOS 2 บนพื้นฐาน Android 15
กล้องกล้องหลักLight Fusion 800 (1/1.55) 50MP (f/1.6)Light Fusion 800 (1/1.55) 50MP (f/1.6)
กล้อง Ultrawide8MP (f/2.2)32MP (f/2.2)
กล้อง Telephoto50MP (f/2.0) ระยะซูมออปติคัล 2.5 เท่า
กล้องหน้า20MP32MP
เสียงลำโพงลำโพงคู่สเตอรีโอ, รองรับ Hi-Res Audio และ Dolby Atmos
เครือข่ายเทคโนโลยี5G
การเชื่อมต่อWi-FiWi-Fi 7Wi-Fi 7
Bluetooth5.46.0
การเชื่อมต่ออื่น ๆNFC, IR Blaster, USB Type-C
แบตเตอรี่ความจุ6,000 mAh5,300 mAh
การชาร์จ90W120W และ 50W ไร้สาย
ตัวเครื่องสแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิกบนหน้าจอ
มาตรฐานทนน้ำIP68IP68
ขนาด160.26 x 74.95 x 8.12 มม.160.26 x 74.95 x 8.39 มม.
น้ำหนัก206 กรัม212 กรัม

สรุปแล้ว ต่างกันมากน้อยแค่ไหน?

เรียกว่าทั้ง POCO F7 Pro และ POCO F7 Ultra คุ้มค่ากันทั้งคู่ ทั้งชิปเซต Snapdragon 8 Gen 3 ในราคาหมื่นกลาง หรือชิปเซต Snapdragon 8 Elite ในราคาสองหมื่นต้นๆ การใช้งานเล่นเกมที่ทดสอบมาก็ถือว่ามีความแตกต่างกันน้อยมากๆ เมื่อเทียบกันแล้ว ทั้งในเรื่องของเฟรมเรท และความร้อน ซึ่งทั้งสองรุ่นต่างมีระบบระบายความร้อนเหมือนกัน แต่ F7 Pro จะได้แบตเตอรี่ขนาด 6,000 mAh ที่เยอะกว่ารุ่นพี่ ใครที่อยากเน้นระยะการใช้งานต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่นานกว่า F7 Pro อาจจะครอบคลุมมากกว่า แต่ถ้าอยากเน้นความเร็วการชาร์จแน่นอนว่าต้อง F7 Ultra เพราะได้ความเร็วการชาร์จมาถึง 120W ไร้สายอีก 50W

และหากใครต้องการจะตีบวกเรื่องกล้องเพิ่มด้วยล่ะก็ แน่นอนว่า POCO F7 Ultra คือคำตอบ ทั้งการที่มีเลนส์ซูม Telephoto ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และเลนส์อัลตราไวด์ที่ให้ความละเอียดมาถึง 32MP ถ้ามีงบจำกัด POCO F7 Pro ก็เป็นตัวเลือกเริ่มต้นที่ดีเลยกับ Snapdragon 8 Gen 3 ชิปเซตที่ยังถือว่าเล่นเกมได้โอเคมากๆ แต่ถ้างบพร้อม ใจพร้อม ขยับไป POCO F7 Ultra ก็จะได้ทั้งเรื่องของชิปเซตที่สดใหม่กว่า พร้อมกับชุดเลนส์กล้องแบบจัดเต็มไปเลย เลือกซื้อตามความชอบ และงบที่มีนะครับ

ราคาและการวางจำหน่าย

POCO F7 Ultra วางจำหน่ายทั้งหมด 2 สี คือสีดำ และสีเหลือง พร้อมราคาพิเศษในรุ่นความจุดังนี้

  • 12GB + 256GB ราคา 20,490 บาท (จากเดิม 21,990 บาท)
  • 16GB + 512GB ราคา 22,490 บาท (จากเดิม 23,990 บาท)

โปรโมชั่นราคาพิเศษ Early Bird เมื่อซื้อช่วงวันที่ 27 มีนาคม – 9 เมษายน 2568 เท่านั้น พร้อมรับ REDMI Watch 5 Active มูลค่า 1,290 บาท

POCO F7 Pro วางจำหน่ายด้วยกัน 3 สี คือสีดำ สีเงิน และสีฟ้า กับราคาพิเศษในรุ่นความจุดังนี้

  • 12GB + 256GB ราคา 14,490 บาท (จากเดิม 15,990 บาท)
  • 12GB + 512GB ราคา 16,490 บาท (จากเดิม 17,990 บาท)

โปรโมชั่นราคาพิเศษ Early Bird เมื่อซื้อช่วงวันที่ 27 มีนาคม – 9 เมษายน 2568 เท่านั้น พร้อมรับฟรี Xiaomi Smart Band 9 Active มูลค่า 899 บาท

Read Entire Article