เป็นประจำของทุกปีที่ช่วงเดือนกันยายน Apple จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ และในปีนี้ก็มาถึงคิวของ iPhone 18 Series ซึ่งถ้ามองกันแบบผ่าน ๆ ความเปลี่ยนแปลงภายนอกอาจไม่ได้ดูหวือหวาหรือพลิกโฉมจากรุ่นก่อนมากนัก แต่ถ้าลองไล่ดูรายละเอียดจริง ๆ จะพบว่าปีนี้มีเรื่องเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะกว่าที่คิด
และไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะตัว iPhone เท่านั้น เพราะปี 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของ Apple หลังมีการเปลี่ยนหัวเรือใหญ่ของบริษัทอย่างเป็นทางการ จาก Tim Cook มาเป็น John Ternus ขณะเดียวกัน Apple ยังต้องเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ท่ามกลางสถานการณ์ราคาชิปและหน่วยความจำ โดยเฉพาะ DRAM ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก กระทบผู้ผลิตแทบทั้งอุตสาหกรรม และรอบนี้แม้แต่ Apple เองก็ดูจะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก จนราคาของ iPhone รุ่นใหม่ขยับขึ้นตามไปด้วยแทบทุกรุ่น
แต่เอาเข้าจริง ราคาที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่ได้แรงอย่างที่หลายคน รวมถึงผมเอง กังวลกันไว้ก่อนเปิดตัว เพราะเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ราคาส่วนใหญ่ขยับขึ้นประมาณ 4,000-5,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เงินน้อย และอาจทำให้หลายคนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนเครื่องต้องลังเล หรือถึงขั้นชักเท้าหนีไปก่อน แต่สุดท้ายพอเปิดให้สั่งจองจริง กระแสตอบรับกลับยังแรงเหมือนเดิม หลายรุ่นและหลายความจุถูกจองจนหมดอย่างรวดเร็ว สะท้อนว่าแม้ราคาจะสูงขึ้น แต่ความต้องการ iPhone รุ่น Pro ก็ยังคงแรงอยู่ไม่น้อย

อีกหนึ่งความแปลกของปีนี้คือไลน์อัปเปิดตัวไม่ได้มาในรูปแบบที่เราคุ้นเคย เพราะ iPhone 18 รุ่นธรรมดา และ iPhone Air 2 ยังไม่ได้เปิดตัวมาพร้อมกันในรอบนี้ แต่ Apple เลือกส่ง iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Duo มือถือจอพับรุ่นแรกของค่ายออกมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นการจัดไลน์อัปที่เปลี่ยนไปจากทุกปีพอสมควร และแน่นอนว่า iPhone Duo ก็ดึงความสนใจไปได้ไม่น้อยในฐานะการก้าวเข้าสู่ตลาดมือถือจอพับอย่างเต็มตัวของ Apple
แต่สำหรับรีวิวนี้ เราขอเริ่มจากสองรุ่นที่วางขายก่อนอย่าง iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max กันก่อน เพราะถึงหน้าตาโดยรวมอาจดูคุ้นเคย แต่ของใหม่ที่ Apple ใส่เข้ามาภายใน รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ หลายจุด กลับมีมากกว่าที่เห็นจากภายนอก
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ดีขึ้นจากรุ่นก่อนมากแค่ไหน แต่ของใหม่ที่เพิ่มเข้ามานั้นมากพอจะชดเชยราคาที่สูงขึ้นหรือไม่ และสำหรับคนที่ถือ iPhone รุ่นเก่าอยู่แล้ว ปีนี้ถึงเวลาที่ควรอัปเกรดหรือยัง เดี๋ยวรีวิวนี้เราจะลองไปหาคำตอบกัน

ดีไซน์เหมือนเดิม เพิ่มเติมสีใหม่ที่ลงตัวขึ้น
ในภาพรวมดีไซน์ของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ยังคงต่อยอดมาจากรุ่นก่อนแบบแทบไม่เปลี่ยนหน้าตา โครงสร้างตัวเครื่องยังใช้บอดี้อะลูมิเนียมแบบ Unibody ประกบกับกระจกด้านหลัง โดยเว้นพื้นที่บริเวณกึ่งกลางไว้สำหรับระบบชาร์จไร้สาย MagSafe เช่นเดิม
จุดที่ต่างขึ้นมาเล็กน้อยในปีนี้คือเรื่องการทำสี เพราะ Apple ปรับโทนสีของบอดี้กับกระจกด้านหลังให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น ทำให้ภาพรวมของเครื่องดูเป็นชิ้นเดียวกันกว่า iPhone 17 Pro Series โดยเฉพาะรุ่นสีเงินของปีที่แล้วที่กระจกด้านหลังค่อนข้างโดดออกมาจากกรอบตัวเครื่อง แต่รอบนี้ความต่างของเฉดดูน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ในปีนี้มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีเบอร์กันดี สีธารน้ำแข็ง สีเงิน และสีดำ
ตำแหน่งปุ่มต่าง ๆ รวมถึงการจัดวางองค์ประกอบรอบตัวเครื่องยังคงใกล้เคียงเดิม และในฝั่ง iPhone 18 Pro Max ตัวเครื่องมีขนาด 163 x 78 x 8.75 มม. ซึ่งโดยรวมแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อนมากนัก ดังนั้นในแง่ความรู้สึกเวลาใช้งานก็น่าจะยังคุ้นมือสำหรับคนที่ใช้ iPhone 17 Pro Series อยู่เดิม

แต่สิ่งที่น่าจะรู้สึกได้ชัดขึ้นคือเรื่องน้ำหนัก โดย iPhone 18 Pro Max ขยับจาก 231 กรัมใน iPhone 17 Pro Max มาเป็น 249 กรัม หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 18 กรัม ส่วน iPhone 18 Pro ขยับจาก 206 กรัมมาเป็น 211 กรัม เพิ่มขึ้นประมาณ 5 กรัม
ตัวเลขของรุ่น Pro อาจไม่ต่างมากนัก แต่ฝั่ง Pro Max ที่แตะเกือบ 250 กรัมถือว่าเริ่มหนักเอาเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อใส่เคสและฟิล์มเพิ่มเติม น้ำหนักรวมมีโอกาสขยับเข้าใกล้หรือเกิน 300 กรัมได้ไม่ยาก ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นหนึ่งในจุดที่ต้องลองใช้งานจริงอีกทีว่า การถือเล่นนาน ๆ การถ่ายรูป หรือใช้งานมือเดียว จะเริ่มรู้สึกล้ากว่ารุ่นก่อนมากน้อยแค่ไหน

การจับถือใช้งานจริง หนักขึ้นแบบรู้สึกได้
ในแง่ฟีลการจับถือ รูปทรงและมิติโดยรวมยังใกล้เคียงกับ iPhone 17 Pro Series มาก สิ่งที่รู้สึกต่างชัดเจนกว่ากลับเป็นเรื่องน้ำหนัก
หลังจากใช้ iPhone 18 Pro Max มาสักพัก ต้องบอกว่ารู้สึกได้เลยว่าเครื่องหนักขึ้นจริง โดยเฉพาะสำหรับผมที่เปลี่ยนมาจาก iPhone 16 Pro Max ซึ่งใช้บอดี้ไทเทเนียม ความต่างของน้ำหนักสัมผัสได้ค่อนข้างชัด ส่วนถ้าเทียบกับ iPhone 17 Pro Max แม้ตัวเลขจะไม่ได้กระโดดมากขนาดนั้น แต่จากที่ลองถามหลายคนที่ได้จับเครื่องจริง ส่วนใหญ่ก็บอกเหมือนกันว่ารู้สึกหนักขึ้น

เวลาใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ จึงเริ่มมีอาการเมื่อยมือได้ง่ายกว่าเดิมพอสมควร และจะยิ่งชัดขึ้นถ้าใส่เคสที่หนาหรือมีน้ำหนักเยอะ เพราะยังไม่รวมอุปกรณ์เสริม MagSafe ที่หลายคนชอบแปะเพิ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นขาตั้ง MOFT, ที่ใส่บัตร, Grip หรืออุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ซึ่งพอรวมทั้งหมดเข้าไปแล้ว น้ำหนักรวมของเครื่องสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกเยอะมาก
สมัย iPhone 14 Pro Max ที่หนักประมาณ 240 กรัมก็ว่าหนักแล้ว แต่ iPhone 18 Pro Max รอบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนขยับขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะถ้าเป็นคนที่ถือมือถือมือเดียวนาน ๆ หรือใช้เครื่องตลอดทั้งวัน น่าจะรู้สึกกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ชัดกว่าคนทั่วไป
ส่วน iPhone 18 Pro รอบนี้น้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 5 กรัม ซึ่งยังถือว่าไม่ได้มากเท่าฝั่ง Pro Max แม้จะรู้สึกว่าหนักขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังอยู่ในจุดที่พอรับได้สำหรับการใช้งานทั่วไป อย่างไรก็ตาม ถ้าใส่เคสหรืออุปกรณ์เสริม MagSafe เพิ่มเข้าไปอีก น้ำหนักรวมก็เริ่มเยอะขึ้นจนรู้สึกได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาถือใช้งานมือเดียวต่อเนื่องนาน ๆ จะเริ่มรู้สึกเมื่อยและไม่คล่องเท่าเดิม

หน้าจอเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ Dynamic Island เล็กลง
ในส่วนของหน้าจอ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max แทบไม่ได้เปลี่ยนจากรุ่นก่อน โดย iPhone 18 Pro Max ยังคงใช้หน้าจอ Super Retina XDR ขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียด 2868 x 1320 พิกเซล รองรับ Refresh Rate สูงสุด 120Hz ผ่านเทคโนโลยี ProMotion
ความสว่างสูงสุดยังอยู่ที่ 1,000 นิตสำหรับการใช้งานทั่วไป, 1,600 นิตสำหรับคอนเทนต์ HDR และเพิ่มได้สูงสุดถึง 3,000 นิตเมื่อต้องใช้งานกลางแจ้ง ขณะที่ความสว่างต่ำสุดสามารถลดลงได้ถึง 1 นิต เหมาะกับการใช้งานในห้องมืดหรือก่อนนอน ซึ่งโดยรวมแทบไม่ต่างจาก iPhone 17 Pro Max

สิ่งที่เปลี่ยนและสังเกตเห็นได้ชัดมากกว่าคือ Dynamic Island ที่ปีนี้มีขนาดเล็กลง ทำให้พื้นที่แสดงผลบริเวณด้านบนดูโปร่งขึ้นเล็กน้อย และยังสามารถแสดงกิจกรรมพร้อมกันได้สูงสุด 3 กิจกรรมในเวลาเดียวกัน ช่วยให้การดูสถานะเพลง การนำทาง ตัวจับเวลา หรือกิจกรรมเบื้องหลังอื่น ๆ ทำได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องสลับเข้าแอปตลอดเวลา
สาเหตุที่ Dynamic Island เล็กลงมาจากการย้ายเซ็นเซอร์อินฟาเรทไปไว้ใต้จอ บริเวณมุมซ้ายบน หรือแถว ๆ นาฬิกาเครื่อง จากการใช้งานถ้าไม่ตั้งใจจับผิดบอกเลยว่ามองแทบไม่เห็น ไม่มีผลกับการใช้งาน

ส่วนคุณภาพหน้าจอแทบไม่ต้องอธิบายกันเยอะ เพราะยังคงเป็นประสบการณ์แบบเดียวกับที่เราคุ้นเคยจาก iPhone รุ่น Pro คือสีสันสด คมชัด คอนทราสต์ดี มุมมองกว้าง และการเลื่อนหน้าจอที่ลื่นไหลจาก Refresh Rate 120Hz
จากการใช้งานจริงเบื้องต้น หน้าจอยังคงให้ความรู้สึก “ดีแบบเดิม” คือไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงแบบเห็นแล้วว้าวทันทีเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แต่ในแง่คุณภาพก็แทบไม่มีอะไรให้ติ ทั้งการดูวิดีโอ เล่นเกม อ่านเว็บ หรือใช้งานกลางแจ้งยังทำได้ดีเหมือนเดิม

ลำโพง รุ่นก่อนก็ว่าดีแล้ว รุ่นนี้ 2/10 ไม่หัก
ลำโพงสเตอริโอของ iPhone 18 Pro Series ยังคงให้คุณภาพเสียงในระดับที่ดีตามมาตรฐานของ iPhone รุ่น Pro ทั้งเรื่องความดัง มิติของเสียง และความชัดเจนของรายละเอียด โดยเฉพาะเวลาใช้ดู YouTube ดูหนัง หรือเล่นเกมโดยไม่ต่อหูฟัง
จากที่ลองฟังจริง รอบนี้รู้สึกว่าเสียงมีมิติมากขึ้นกว่าเดิม รายละเอียดและไดนามิกทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเสียงที่มีการไล่น้ำหนักจากเบาไปดัง หรือฉากที่มีเสียงหลายชั้นจะฟังแยกออกจากกันได้ดีขึ้น

โทนเสียงโดยรวมเริ่มไปในทางเดียวกับผลิตภัณฑ์ Apple รุ่นใหม่ ๆ มากขึ้น คือมีการดันย่าน Mid Bass ให้เด่นขึ้น ทำให้เสียงดูมีน้ำหนักและฟังสนุกกว่าเดิม แต่ในบางเพลงก็อาจรู้สึกว่าช่วงเบสบวมขึ้นเล็กน้อย โดยยังไม่ถึงขั้นชัดหรือหนาเท่ากับ AirPods รุ่นใหม่ ๆ
อีกจุดที่เด่นมากคือเรื่องความดัง เพราะลำโพงของ iPhone 18 Pro Series ดังมากจริง ๆ เวลาใช้งานในห้องทั่วไป เปิดระดับเสียงไม่ถึง 50% ก็รู้สึกว่าดังเพียงพอแล้ว และถึงจะเร่งเสียงขึ้นไปค่อนข้างสูง คุณภาพเสียงก็ยังคุมได้ดี ไม่ค่อยมีอาการแตกพร่าหรือเสียงแหลมบาดหูให้กวนใจ ทำให้ยังฟังได้สบายแม้เปิดเสียงดัง
กล้องหลัง สเปกเดิม แต่ปรับรูรับแสงได้แล้วนะ
iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ใช้ชุดกล้องหลังแบบเดียวกัน โดยกล้องหลักยังคงมีความละเอียด 48MP ระยะ 26 มม. พร้อมรูรับแสงที่สามารถปรับได้ 4 ระดับ ได้แก่ f/1.48, f/1.8, f/2.8 และ f/4.0 รองรับระบบกันสั่น OIS แบบ Sensor-Shift และ Focus Pixels 100% รวมถึงการถ่ายภาพความละเอียดสูงทั้ง 24MP และ 48MP

กล้องอัลตราไวด์มีความละเอียด 48MP รูรับแสง f/2.2 มุมมองกว้าง 120 องศา ส่วนกล้องเทเลโฟโต้ยังคงเป็นความละเอียด 48MP รูรับแสง f/2.8 ระยะ 100 มม. พร้อมระบบกันสั่น OIS เช่นเดิม
สิ่งที่เพิ่มเข้ามารอบนี้คือกล้องหลักสามารถปรับรูรับแสงได้แล้ว 4 ระดับ โดยระบบสามารถเลือกให้แบบอัตโนมัติตามสภาพแสงและสถานการณ์ที่กำลังถ่าย


อีกจุดที่เปลี่ยนค่อนข้างเยอะคือโหมด Pro ซึ่งรอบนี้เปิดให้ผู้ใช้ปรับค่ากล้องได้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม และเริ่มให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับมือถือ Android ระดับเรือธงมากขึ้น จากเดิมที่ iPhone จะเน้นระบบอัตโนมัติเป็นหลักและแทบไม่เปิดให้ผู้ใช้ปรับค่าลึกมากนัก
ค่าที่สามารถปรับได้เพิ่มเติมมีทั้งรูรับแสง, จุดโฟกัส, ความเร็วชัตเตอร์ และ White Balance พร้อม Histogram สำหรับดูการกระจายแสงของภาพแบบเรียลไทม์บนหน้าจอ

Photographic Styles แบบใหม่ (แต่จะกั๊กไม่ให้รุ่นเก่าใช้ทำไม)
Photographic Styles ในรอบนี้ยังคงใช้พรีเซ็ตโทนภาพในลักษณะเดิม แต่เพิ่มตัวเลือกสำหรับปรับลักษณะพื้นผิวของภาพมากขึ้น โดยมีตัวเลือกใหม่อย่าง ผิวนุ่มนวล, เปล่งปลั่ง, ฟิล์ม และเกรน ซึ่งสามารถปรับแยกออกจากการตั้งค่าโทนภาพส่วนอื่นได้
- ผิวนุ่มนวล ช่วยทำให้ผิวดูเนียนและละมุนขึ้น คล้ายแนวคิดของโหมดปรับผิวในสมาร์ตโฟนหลายแบรนด์ แต่ Apple ไม่ได้เกลี่ยผิวจนรายละเอียดหรือริ้วรอยหายไปทั้งหมด ลักษณะจะเป็นการทำให้รอยหรือหลุมบนใบหน้าดูสว่างและนุ่มขึ้นมากกว่า
- เปล่งปลั่ง ช่วยปรับโทนผิวให้ดูสว่างและมีมิติมากขึ้น โดยเน้นการยกสีขาวและไฮไลท์บริเวณใบหน้า ไม่ได้ปรับความสว่างของภาพทั้งหมดพร้อมกัน
- ฟิล์ม จะปรับโทนภาพให้มีอารมณ์แบบ Retro มากขึ้น สีอาจไม่ได้ตรงหรือสดแบบกล้องดิจิทัลสมัยใหม่ และมีความนุ่มหรือไม่เรียบร้อยของภาพเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ได้ฟีลคล้ายภาพจากฟิล์ม
- เกรน เป็นการเพิ่มเม็ดหยาบลงในภาพ เพื่อสร้าง Texture และอารมณ์คลาสสิกมากขึ้น
โดยสรุป พรีเซ็ตหลักของ Photographic Styles ยังไม่ได้เปลี่ยนแนวทางไปจากเดิมมากนัก สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือการเปลี่ยนชื่อบางส่วนและเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้ปรับพื้นผิวของภาพได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม

ถ่ายภาพออกมาแล้วเป็นไง
ถ้าเป็นการถ่ายคน คาแรกเตอร์ของกล้องยังคงเป็นสไตล์เดิมของ iPhone ค่อนข้างชัด คือโทนผิวจะออกอมเหลืองและส้มเล็กน้อย พร้อมเก็บรายละเอียดบนใบหน้าไว้ค่อนข้างครบ ทั้งริ้วรอย รูขุมขน และพื้นผิวต่าง ๆ ไม่ได้เน้นเกลี่ยผิวให้เนียนแบบมือถือจีนหลายรุ่น
ดังนั้นสำหรับคนไทย ถ่ายด้วย iPhone แล้วหลายครั้งก็ยังมีความรู้สึกว่าต้องเอาไปแต่งต่อก่อนลงจริง ทั้งเรื่องผิว สีหน้า หรือโทนภาพ ขณะที่มือถือจีนสายกล้องหลายรุ่นจะเน้นทำภาพให้เสร็จหลังกล้องมากกว่า คือถ่ายออกมาแล้วผิวเนียน สีพร้อม และแทบจะลงได้ทันที

แต่ถึงจะบอกว่า iPhone ให้โทนภาพธรรมชาติและเที่ยงตรง ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้องปล่อยภาพแบบตรง ๆ ทุกอย่าง เพราะจากที่ลองถ่ายจะสังเกตได้ว่าระบบยังมีการจัดการไฮไลท์ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าหรือจุดสว่าง ระบบจะพยายามเกลี่ยไม่ให้สว่างจนล้นเกินไป ต่างจากมือถือบางรุ่นที่อาจปล่อยไฮไลท์ให้สว่างจัดกว่า ดังนั้นคำว่าธรรมชาติของ iPhone จริง ๆ ก็ยังมีการประมวลผลอยู่ เพียงแต่เลือกทำออกมาในแบบที่ดูไม่เวอร์มากนัก
อีกจุดที่รู้สึกดีขึ้นคือเรื่องการตัดขอบในโหมด Portrait ก่อนหน้านี้ iPhone ต้องพึ่งซอฟต์แวร์ในการแยกตัวแบบกับฉากหลังค่อนข้างเยอะ แต่รอบนี้การที่กล้องสามารถปรับรูรับแสงจริงได้ ช่วยสร้างระยะชัดลึกจากฮาร์ดแวร์มากขึ้น ทำให้การแยกขอบดูเป็นธรรมชาติและเนียนขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะบริเวณเส้นผมและขอบวัตถุที่ซับซ้อน

ส่วนการถ่ายวิว คุณภาพโดยรวมยังคงรักษามาตรฐานแบบ iPhone ได้ดี ภาพคม โฟกัสเร็วและแม่น ไดนามิกเรนจ์กว้าง และให้ความรู้สึกว่าเป็นกล้องที่หยิบขึ้นมาถ่ายแล้วเชื่อถือได้ในแทบทุกสถานการณ์
ในเรื่องโทนสี คาแรกเตอร์เดิมก็ยังอยู่ค่อนข้างครบ ภาพจากกล้องหลัก 48MP ยังมีโทนเขียวเทาเล็กน้อยในบางสภาพแสง ซึ่งเป็นลักษณะที่เห็นมาตั้งแต่ iPhone 14 Pro และยังมีความอมเหลืองอยู่บ้างตามสไตล์ของ iPhone โดยไม่ได้เน้นบูสต์สีให้สดหรือจัดจ้านเท่ามือถือจีนหลายรุ่น ส่วนเรื่องความคมชัดและมิติทำได้ดีขึ้นเพราะได้รูรับแสงขนาดเล็กลง


















การปรับรูรับแสงไม่ได้มีผลแค่เรื่องความสว่างของภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคาแรกเตอร์ของภาพด้วย เช่น ถ้าเปิดรูรับแสงกว้างอย่าง f/1.48 จะรับแสงได้มาก เหมาะกับการถ่ายในที่มืด และช่วยให้ฉากหลังละลายมากขึ้น ส่วนการหรี่รูรับแสงลงอย่าง f/2.8 หรือ f/4.0 จะทำให้ระยะชัดลึกมากขึ้น ภาพโดยรวมคมทั่วเฟรมกว่า และยังช่วยให้แหล่งกำเนิดแสงอย่างไฟถนนหรือดวงอาทิตย์เกิดแฉกไฟได้ชัดขึ้นด้วย
ข้อดีของการปรับรูรับแสงได้จึงไม่ใช่แค่เพิ่มตัวเลือกในเมนู แต่ช่วยให้การถ่ายภาพบน iPhone ยืดหยุ่นขึ้นมาก ผู้ใช้สามารถเลือกได้เองว่าจะเน้นรับแสงให้มากที่สุด เน้นฉากหลังละลาย เน้นความคมทั่วทั้งภาพ หรืออยากได้เอฟเฟกต์แฉกไฟจากแหล่งกำเนิดแสง ซึ่งเดิมหลายอย่างต้องปล่อยให้ระบบกล้องเป็นคนตัดสินใจให้ทั้งหมด
แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกัน เพราะยิ่งเปิดให้ผู้ใช้ปรับเองได้มาก ก็ยิ่งมีโอกาสปรับพลาดได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่เข้าใจว่ารูรับแสงแต่ละค่ามีผลกับภาพยังไง เช่น เปิดกว้างเกินไปในที่สว่างมาก ภาพก็อาจสว่างเกินหรือไฮไลท์หลุดได้ หรือถ้าหรี่รูรับแสงมากเกินไปในที่แสงน้อย กล้องก็อาจต้องลดความเร็วชัตเตอร์ลงหรือเร่ง ISO ขึ้น ส่งผลให้ภาพสั่นหรือมี Noise มากขึ้นได้ ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่อยากคิดเยอะ ปล่อยให้ระบบ Auto จัดการให้ก็ยังเป็นทางเลือกที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด






















กล้อง Ultra Wide รอบนี้โดยรวมยังให้ประสบการณ์ใกล้เคียงกับรุ่นก่อน ทั้งความคมชัด สีสันที่สด และมุมมองที่กว้าง เหมาะกับการถ่ายวิว สถาปัตยกรรม หรือภาพที่ต้องการเก็บรายละเอียดในเฟรมให้ได้เยอะ จุดที่ทำได้ดีคือการควบคุมความบิดเบี้ยวบริเวณขอบภาพ ซึ่งไม่ได้ดูโค้งหรือยืดจนผิดธรรมชาติมากเกินไป
ส่วนกล้อง Telephoto ก็ยังอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ดีและหยิบขึ้นมาถ่ายได้ง่าย ระยะซูมตอบโจทย์การใช้งานทั่วไปทั้งถ่ายคน ถ่ายวัตถุไกล หรือเก็บรายละเอียดบางจุด แต่ถ้ามองในกลุ่มมือถือเรือธงด้วยกัน ต้องบอกว่ามิติภาพและลักษณะการละลายหลังยังไม่ได้เด่นที่สุดในตลาด และยังเป็นรองมือถือบางรุ่นที่เน้นกล้องโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องมิติของเลนส์และการแยกฉากหลัง
อีกจุดที่น่าเสียดายคือรอบนี้ยังไม่มี Tele Macro แบบที่เริ่มเห็นในมือถือเรือธงบางค่าย ซึ่งช่วยให้สามารถใช้เลนส์ซูมถ่ายวัตถุใกล้ ๆ ได้พร้อมกับได้มิติภาพที่สวยกว่า Macro แบบปกติ

ภาพรวมแล้ว กล้องของ iPhone 18 Pro Series ยังคงเป็นกล้องมือถือที่ไว้ใจได้ ใช้ง่าย และหยิบขึ้นมาถ่ายแล้วได้ภาพที่ใช้งานได้แทบทุกสถานการณ์ จุดแข็งยังอยู่ที่ความสม่ำเสมอของภาพ โฟกัสที่แม่น และระบบประมวลผลที่ช่วยให้ไม่ต้องคิดเยอะมากก็ได้ผลลัพธ์ที่ดี
แต่ถ้ามองเฉพาะคุณภาพของภาพจากฮาร์ดแวร์กล้อง ความแตกต่างจากรุ่นก่อนยังไม่ได้มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะขนาดเซ็นเซอร์ ระยะเลนส์ และคาแรกเตอร์ของภาพยังใกล้เคียงเดิม แม้กล้องหลักจะสามารถปรับรูรับแสงได้แล้ว แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป พอหมดช่วงลองฟีเจอร์ใหม่ สุดท้ายก็น่าจะกลับไปใช้โหมด Auto เป็นหลักเหมือนเดิม
ดังนั้นสิ่งที่เปลี่ยนและรู้สึกได้ชัดกว่าจริง ๆ ในรอบนี้จึงอยู่ฝั่งซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็น Pro Camera Control ที่เปิดให้ปรับค่ากล้องได้ละเอียดขึ้น หรือ Photographic Styles แบบใหม่ที่ให้ปรับโทน สี และพื้นผิวของภาพได้มากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ความ “พิเศษ” ของภาพ iPhone 18 Pro Series ก็ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกโดดเด่นเท่ามือถือสายกล้องบางรุ่นที่จัดเต็มกว่าในเรื่องเลนส์ ซูม มิติภาพ หรือคาแรกเตอร์ของภาพเฉพาะตัว iPhone 18 Pro Series นั้นเด่นที่ความง่าย ความเสถียร และความไว้ใจได้ มากกว่าจะเป็นกล้องที่สร้างความว้าวจากฮาร์ดแวร์หรือคุณภาพภาพที่กระโดดจากรุ่นก่อนแบบชัดเจนครับ
กล้องหน้ารอบที่แล้วอัปให้ รอบนี้ยังก่อนนะ
กล้องหน้าของ iPhone 18 Pro Series ยังคงใช้เซ็นเซอร์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสความละเอียด 18MP ตัวเดิม เพราะเพิ่งได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ไปก่อนหน้านี้ พร้อมรูรับแสง f/1.9 ระบบออโต้โฟกัส และรองรับ Center Stage สำหรับช่วยจัดเฟรมระหว่างถ่ายเซลฟี่หรือวิดีโอคอล
จุดเด่นของเซ็นเซอร์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสคือสามารถครอปภาพได้ยืดหยุ่นกว่าเดิม ทั้งแนวตั้งและแนวนอน รวมถึงให้มุมมองที่กว้างพอสมควร ทำให้เวลาถ่ายเซลฟี่ไม่จำเป็นต้องยืดแขนออกไปไกลมากนัก

ในแง่คุณภาพภาพ คาแรกเตอร์ยังคงใกล้เคียงกับรุ่นก่อนและไปในทิศทางเดียวกับกล้องหลัง คือเน้นความคมและเก็บรายละเอียดใบหน้าค่อนข้างครบ ริ้วรอยหรือพื้นผิวบนใบหน้าก็ยังเห็นชัด ไม่ได้เน้นเกลี่ยผิวให้เนียนแบบมือถือบางแบรนด์
สิ่งที่รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยคือ Skin Tone ที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่โดยรวมยังถือว่าเป็นโทนเดิมมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวใหม่ ถ่ายออกมาแล้วถ้านำไปปรับแต่งต่ออีกเล็กน้อยก็ได้ภาพที่ดูดีได้ไม่ยาก
นอกจากนี้กล้องหน้ายังสามารถใช้ตัวเลือก Photographic Styles แบบใหม่ได้เหมือนกล้องหลัง ทั้ง ผิวนุ่มนวล, เปล่งปลั่ง, ฟิล์ม และเกรน ทำให้สามารถปรับลักษณะผิว โทนภาพ และ Texture ของภาพเซลฟี่ได้ละเอียดขึ้น โดยไม่ต้องนำไปแต่งในแอปอื่นทุกครั้ง






งานวิดีโอไว้ใจได้เหมือนเดิม
ในส่วนของวิดีโอ ถ้ามองเฉพาะโหมดปกติ iPhone 18 Pro Series ยังรองรับความละเอียดสูงสุด 4K 120fps พร้อม Dolby Vision เหมือนเดิม ดังนั้นของใหม่รอบนี้ไม่ได้อยู่ที่วิดีโอปกติเป็นหลัก แต่ Apple ไปอัปเกรดโหมดถ่ายวิดีโออื่น ๆ ให้ใช้งานได้จริงจังขึ้นมากกว่า
จุดแรกคือ Slow Motion ที่รอบนี้สามารถถ่ายได้สูงสุดถึง 4K 120fps จากเดิมที่ความละเอียดของโหมดนี้ต่ำกว่าวิดีโอปกติ ทำให้การถ่ายภาพเคลื่อนไหวช้าได้รายละเอียดมากขึ้น และมีพื้นที่สำหรับนำไปครอปหรือแต่งต่อได้เยอะกว่าเดิม
อีกจุดคือ Time-lapse ซึ่งก่อนหน้านี้ iPhone จะเป็นคนกำหนดรูปแบบการบันทึกให้เอง ผู้ใช้ไม่ได้มีตัวเลือกเรื่องความละเอียดมากนัก แต่รอบนี้สามารถเลือกถ่าย Time-lapse ได้สูงสุดถึง 4K แล้ว ทำให้ไฟล์ที่ได้เหมาะกับการนำไปใช้ในงานวิดีโอความละเอียดสูงมากขึ้น

ส่วน Cinematic Mode ก็ได้รับการอัปเกรดจากเดิมสูงสุด 4K 30fps มาเป็น 4K 60fps ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างชัด เพราะนอกจากภาพจะลื่นขึ้นแล้ว ยังมีความยืดหยุ่นในการนำฟุตเทจไปใช้งานต่อมากขึ้น โดยเฉพาะฉากที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ และยังสามารถกลับมาปรับจุดโฟกัสภายหลังได้เหมือนเดิม
อีกหนึ่งของใหม่ที่สำคัญคือ Pro Control ที่รอบนี้ Apple เปิดให้ผู้ใช้ควบคุมค่ากล้องสำหรับวิดีโอได้ละเอียดขึ้นมาก ทั้งรูรับแสง จุดโฟกัส ความเร็วชัตเตอร์ และ White Balance รวมถึงมี Histogram แสดงผลบนหน้าจอ และสามารถใช้การควบคุมเหล่านี้ได้กับกล้องทุกเลนส์

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาคือ Smart Focus Tracking หรือระบบติดตามโฟกัสอัจฉริยะ ซึ่งช่วยล็อกโฟกัสไปที่ตัวแบบและติดตามต่อเนื่องขณะเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรือขยับไปมาในเฟรม ระบบก็จะพยายามรักษาโฟกัสไว้ให้ตลอด
จุดนี้ช่วยได้มากกับการถ่ายอะไรที่เคลื่อนไหวเร็ว ๆ และคาดเดาทิศทางยาก เช่น ถ่ายลูกวิ่งเล่น ถ่ายสัตว์เลี้ยง หรือถ่ายกิจกรรมต่าง ๆ เพราะไม่ต้องคอยแตะหน้าจอเพื่อโฟกัสใหม่ตลอดเวลา ต่อให้ตัวแบบหลุดออกจากเฟรมไปชั่วคราวแล้วกลับเข้ามา ระบบก็ยังสามารถกลับมาติดตามตัวเดิมได้อีก ทำให้โอกาสได้ช็อตที่คมและใช้งานได้จริงสูงขึ้นกว่าการโฟกัสแบบเดิมครับ

งานวิดีโอของ iPhone 18 Pro Series ยังคงทำได้ดีตามมาตรฐานของ iPhone รุ่น Pro ทั้งเรื่องความคมชัด เฟรมเรตที่ลื่น สีสันที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ รวมถึง Dynamic Range ที่กว้างและการจัดการแสงที่สมดุล
อีกจุดที่ยังไว้ใจได้คือระบบกันสั่น ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่าง Sensor-Shift OIS และระบบประมวลผลของ Apple ทำให้แม้จะถือถ่ายด้วยมือเปล่า วิดีโอก็ยังนิ่งและใช้งานได้ดีโดยไม่จำเป็นต้องเปิดโหมดเสริมตลอดเวลา
ส่วนกล้องหน้าก็เป็นอีกจุดที่ทำได้ดี ด้วยเซนเซอร์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่สามารถครอปภาพให้เหมาะได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ทำให้การถ่ายวิดีโอมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จะถือเครื่องแนวตั้งเพื่อถ่ายคลิปลง TikTok หรือครอปออกมาเป็นแนวนอนสำหรับ Vlog ก็ทำได้สะดวกโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีถือเครื่องให้วุ่นวาย
จากการใช้งานจริง จุดนี้ช่วยให้การถ่ายคลิปสั้น ๆ หรือทำคอนเทนต์ในชีวิตประจำวันง่ายขึ้นพอสมควร เพราะถือเครื่องได้เป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม และไม่ต้องคอยหมุนเครื่องไปมาให้สะดุดสายตาคนรอบข้าง

ประสิทธิภาพ ดุดันแบบไม่เกรงใจใคร
อีกหนึ่งการอัปเกรดสำคัญของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max อยู่ที่ชิป A20 Pro รุ่นใหม่ ซึ่งเปลี่ยนมาใช้กระบวนการผลิตระดับ 2 นาโนเมตร และยังมีการปรับโครงสร้างภายในหลายจุดเพื่อเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและการจัดการพลังงาน
ตัว CPU ยังคงเป็นแบบ 6-core แบ่งเป็นคอร์ประสิทธิภาพสูง 2 คอร์ และคอร์ประหยัดพลังงาน 4 คอร์ โดย Apple เคลมว่ามีประสิทธิภาพเร็วขึ้นสูงสุดประมาณ 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

ฝั่ง GPU ขยับมาเป็นแบบ 7-core และเคลมว่าแรงขึ้นสูงสุดประมาณ 40% ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดเจนกับงานกราฟิกหนัก ๆ การเล่นเกม รวมถึงงานประมวลผลภาพและวิดีโอมากกว่าการใช้งานทั่วไป
อีกจุดที่เปลี่ยนค่อนข้างเยอะคือ Neural Engine ซึ่งรอบนี้ Apple ใช้ Neural Engine แบบ 16-core สองชุด รวมเป็น 32 คอร์ จากเดิมที่มี 16 คอร์ และเคลมว่าประสิทธิภาพด้าน AI เพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 2 เท่า จุดนี้น่าจะมีบทบาทมากขึ้นกับ Apple Intelligence รวมถึงการประมวลผล AI แบบ On-device ที่ Apple พยายามผลักดันมากขึ้นในช่วงหลัง

ส่วนหน่วยความจำยังให้ RAM มา 12GB เท่าเดิม ขณะที่พื้นที่จัดเก็บข้อมูลยังมีให้เลือกตั้งแต่ 256GB, 512GB, 1TB และ 2TB โดยเครื่องที่เราใช้ทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่นความจุ 256GB
อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจของ A20 Pro คือการเปลี่ยนตำแหน่งการจัดวาง RAM ใหม่ จากเดิมใน A19 Pro ที่หน่วยความจำจะวางซ้อนอยู่เหนือชิปประมวลผล รอบนี้ Apple ย้าย RAM มาอยู่ด้านข้างของชิปมากขึ้น ลักษณะใกล้เคียงกับแนวทางการจัดวางหน่วยความจำของชิปตระกูล M Series ที่ใช้ใน Mac และ iPad
ข้อดีของการจัดวางลักษณะนี้คือช่วยให้การถ่ายเทความร้อนจากตัวชิปทำได้ตรงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะความร้อนไม่จำเป็นต้องผ่านชั้นของ RAM ก่อนเหมือนโครงสร้างเดิม ซึ่งในทางทฤษฎีน่าจะช่วยทั้งเรื่องอุณหภูมิของเครื่อง และลดโอกาสที่ประสิทธิภาพจะตกลงเมื่อใช้งานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ผลการทดสอบ Benchmark
iPhone 18 Pro
- Antutu Benchmark
- คะแนนรวม : 3,464,811 คะแนน
- คะแนน CPU : 912,228 คะแนน
- คะแนน GPU : 1,408,128 คะแนน
- คะแนน MEM : 401,763 คะแนน
- คะแนน UX : 742,692 คะแนน
- Geekbench
- Single Core : 4,017 คะแนน
- Multi Core : 11,446 คะแนน
- 3DMark Steel Nomad Light : 3,579 คะแนน

iPhone 18 Pro Max
- Antutu Benchmark
- คะแนนรวม : 3,521,494 คะแนน
- คะแนน CPU : 958,634 คะแนน
- คะแนน GPU : 1,413,808 คะแนน
- คะแนน MEM : 384,464 คะแนน
- คะแนน UX : 764,588 คะแนน
- Geekbench
- Single Core : 4,033 คะแนน
- Multi Core : 11,486 คะแนน
- 3DMark Steel Nomad Light : 4,093 คะแนน

จากผลทดสอบจะเห็นว่าประสิทธิภาพของ A20 Pro อยู่ในระดับสูงมาก โดยคะแนน AnTuTu ของทั้งสองรุ่นทะลุ 3.4 ล้านคะแนน ขณะที่ Geekbench ก็ทำคะแนนได้ใกล้เคียงกันมาก สะท้อนว่าประสิทธิภาพ CPU ของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max แทบไม่ได้ต่างกันในการทดสอบระยะสั้น
จุดที่เริ่มเห็นความแตกต่างชัดขึ้นคือการทดสอบกราฟิก โดยเฉพาะ 3DMark Steel Nomad Light ที่ iPhone 18 Pro Max ทำได้ 4,093 คะแนน เทียบกับ 3,579 คะแนนของ iPhone 18 Pro ซึ่งต่างกันมากกว่าผลทดสอบ CPU อย่างเห็นได้ชัด
แม้ทั้งสองรุ่นจะใช้ชิป A20 Pro ตัวเดียวกัน แต่ iPhone 18 Pro Max มีตัวเครื่องที่ใหญ่กว่า ทำให้มีพื้นที่สำหรับกระจายและระบายความร้อนได้มากกว่า เมื่อเจองานที่โหลด GPU หนัก ๆ ต่อเนื่องจึงมีโอกาสรักษาความเร็วของชิปไว้ได้นานกว่า และทำคะแนนออกมาได้สูงกว่า
ระหว่างรัน Benchmark หนัก ๆ ตัวเครื่องทั้งสองรุ่นมีอุณหภูมิสูงขึ้นพอสมควร โดยความร้อนจะกระจายออกไปตามกรอบอะลูมิเนียมและบริเวณด้านหลังของตัวเครื่องมากกว่าจะร้อนกระจุกอยู่เพียงจุดเดียว ซึ่งก็สอดคล้องกับผล Stress Test ที่ iPhone 18 Pro Max สามารถยืนระยะได้ดีกว่ารุ่น Pro เล็กน้อย

เล่นเกมโคตรดี เอาไป 10 กะโหลก
ในส่วนของการเล่นเกม ผมเอา iPhone 18 Pro และ 17 Pro Max ไปทดสอบกับเกมที่เล่นเป็นประจำอย่าง Genshin Impact และ Zenless Zone Zero ซึ่งทั้งสองเกมถือว่าเป็นเกมมือถือที่กินสเปกค่อนข้างหนักอยู่แล้วในปัจจุบัน
เริ่มจาก Genshin Impact ตัวเกมทำงานได้ลื่นมาก แทบไม่เจอปัญหาจากความร้อนเลย แม้จะเล่นต่อเนื่องยาวประมาณ 1 ชั่วโมงในห้องปกติที่ไม่ได้เปิดแอร์ ก็ยังไม่เจออาการเฟรมดรอปหรือกระตุกที่กวนใจ จะฟาร์มของ ตีบอส หรือวิ่งสำรวจโลกก็ทำได้สบาย ๆ

จริง ๆ แล้วระดับความลื่นประมาณนี้ iPhone 17 Pro และ 17 Pro Max ก็ทำได้ดีมาตั้งแต่รุ่นก่อนแล้ว สิ่งที่ยังสังเกตเจออยู่คือช่วงโหลดพื้นที่หรือฉากใหม่เป็นครั้งแรก โดยเฉพาะหลังติดตั้งเกมใหม่ ๆ จะมีอาการสะดุดหรือเฟรมตกเล็กน้อยเป็นบางจังหวะ ซึ่งดูแล้วน่าจะเกี่ยวกับการโหลด Asset และข้อมูลของแผนที่มากกว่าปัญหาเรื่องความร้อนของตัวเครื่อง
โดยรวมถ้าให้คะแนนเฉพาะประสบการณ์เล่น Genshin Impact ผมให้ประมาณ 9/10 เพราะแทบไม่มีอะไรให้บ่นแล้ว นอกจากอาการสะดุดช่วงโหลดฉากใหม่บางครั้งเท่านั้น

Zenless Zone Zero ก็ทำได้ดีไม่ต่างกัน ตัวเกมลื่นมาก จะฟาร์มของ ลงดันเจียน หรือตีบอสก็ทำได้สบาย และจากการเล่นต่อเนื่องประมาณ 1 ชั่วโมงก็ยังไม่เจออาการเฟรมดรอปหนัก ๆ หรือกระตุกจนเสียจังหวะเล่น
อย่างไรก็ตาม เกมนี้กินทรัพยากรหนักกว่า Genshin Impact อย่างเห็นได้ชัด ตัวเครื่องจึงร้อนขึ้นมากกว่า และถ้าถือเล่นต่อเนื่องนาน ๆ จะเริ่มรู้สึกถึงความร้อนบริเวณตัวเครื่องได้ชัด บางจังหวะถึงขั้นรู้สึกร้อนมือพอสมควร อีกจุดคือแบตเตอรี่ลดค่อนข้างเร็วเมื่อเล่นเกมนี้ต่อเนื่อง ส่วนอาการสะดุดช่วงโหลดพื้นที่ใหม่ครั้งแรกก็ยังมีให้เห็นบ้างคล้ายกับ Genshin Impact

อีกเกมที่ผมลองแถมให้คือ Neverness to Everness หรือ NTE เกมใหม่ที่ใช้ Unreal Engine 5 ซึ่งทั้งภาพและรายละเอียดของฉากค่อนข้างหนักสำหรับมือถือ ผมตั้งใจลองเกมนี้เป็นพิเศษ เพราะช่วงที่เกมเพิ่งเปิดใหม่ ๆ เคยทดสอบบน iPhone 17 Pro Max แล้วตอนนั้นประสบการณ์ยังไม่ค่อยลื่นเท่าไร
แต่พอกลับมาทดสอบอีกครั้งบน iPhone 18 Pro Max รอบนี้ตัวเกมลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการเคลื่อนไหว การวิ่งสำรวจเมือง และการโหลดฉากโดยรวมทำได้เนียนกว่าเดิมมาก จนตอนแรกก็คิดว่าอาจเป็นผลจากชิป A20 Pro ที่แรงขึ้น

แต่เพื่อความชัวร์ ผมเลยหยิบ iPhone 17 Pro Max เครื่องเดิมกลับมาทดสอบอีกครั้ง ปรากฏว่าตอนนี้ตัวเกมก็ลื่นขึ้นแล้วเหมือนกัน แปลว่าความเปลี่ยนแปลงที่เห็นในรอบนี้น่าจะมาจากการที่ทีมพัฒนา Optimize ตัวเกมมาดีขึ้นหลังเปิดให้บริการ มากกว่าจะเป็นผลจากชิป A20 Pro เพียงอย่างเดียว
โดยรวมแล้ว A20 Pro ถือว่าเหลือเฟือมากสำหรับเกมมือถือในตอนนี้ จุดที่น่าสนใจของรุ่นนี้จึงไม่ใช่ว่า “เล่นเกมไหวไหม” เพราะคำตอบคือไหวสบายอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องการรักษาประสิทธิภาพเมื่อต้องเล่นต่อเนื่องนาน ๆ ซึ่งจากที่ลองมา การจัดการความร้อนและความนิ่งของเฟรมถือว่าทำได้ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความแรงของเกมที่เอามาทดสอบ
ความร้อน อัปเกรด Vapor Chamber ใหญ่ขึ้น 3 เท่า
อีกหนึ่งจุดที่รู้สึกได้ค่อนข้างชัดใน iPhone 18 Pro Series คือเรื่องการจัดการความร้อน รอบนี้ Apple อัปเกรดระบบ Vapor Chamber ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งจากการใช้งานจริงถือว่าช่วยได้พอสมควร โดยเฉพาะกับงานทั่วไปและการใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ
ในการใช้งานทั่วไปอย่างเล่นเว็บ ดูแผนที่ เปิดคลิป หรือสลับแอปไปเรื่อย ๆ ระหว่างรอรถประจำทาง ตัวเครื่องยังมีอุ่นขึ้นตามปกติ แต่ความร้อนที่สัมผัสได้ลดลงจากรุ่นที่ผมใช้ประจำก่อนหน้าอย่าง iPhone 16 Pro Max พอสมควร โดยเฉพาะเวลาใช้งานเสร็จแล้วเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกง อาการร้อนจนรู้สึกเหมือนลวกขาก็เจอน้อยลงกว่าเดิม

จุดที่เห็นความแตกต่างชัดขึ้นคือเวลานำไปใช้กล้องกลางแดด ผมลองถ่ายรูปและใช้งานกล้องต่อเนื่องค่อนข้างหนัก พบว่า iPhone 18 Pro Max ยังรักษาความสว่างของหน้าจอได้ดี และไม่เจออาการหน้าจอดรอปความสว่างแบบชัดเจนเหมือนที่เคยเจอกับ iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max หลังใช้งานกลางแจ้งต่อเนื่องประมาณครึ่งชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ตัวเครื่องไม่ได้เย็นตลอดเวลา เพราะเมื่อใช้งานหนักจริง ๆ ความร้อนก็ยังสะสมขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่ดูเหมือนระบบพยายามรักษาประสิทธิภาพและความสว่างของหน้าจอให้อยู่ได้นานขึ้นกว่าเดิม โดยฝั่ง iPhone 18 Pro แม้จะไม่เจออาการหน้าจอมืดลง แต่ระหว่างใช้งานหนักก็มีอาการหน่วงหรือรวนเล็กน้อยให้เห็นบ้าง ขณะที่ iPhone 18 Pro Max ให้ความรู้สึกเสถียรกว่า

ส่วนการเล่นเกม ความร้อนยังมีตามธรรมชาติของงานที่ใช้ GPU หนัก ๆ แต่จากที่ลองไม่ได้ร้อนจนแสบมือแบบทันทีทันใด และถ้าเทียบในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ความร้อนจากการเล่นเกมยังรู้สึกน้อยกว่าตอนรัน Benchmark หนัก ๆ หรือเปิดกล้องใช้งานต่อเนื่อง
สำหรับคนที่เล่นเกมจริงจัง การใส่เคสช่วยลดความรู้สึกร้อนที่สัมผัสมือได้พอสมควร แม้ในทางกลับกันเคสจะทำให้การระบายความร้อนออกจากตัวเครื่องช้าลงบ้าง แต่จากที่ลองยังไม่พบว่าทำให้ความลื่นไหลของเกมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ลักษณะการกระจายความร้อนของเครื่องรอบนี้จะรู้สึกได้ชัดบริเวณกรอบอะลูมิเนียมรอบตัวเครื่อง รวมถึงบริเวณใกล้โมดูลกล้อง มากกว่าจะร้อนเป็นจุดเดียว หรือบริเวณไหนที่เป็นวัสดุอะลูมิเนียม ตรงนั้นจะเป็นจุดที่รับและแผ่ความร้อนออกมาให้สัมผัสได้ค่อนข้างชัด

จากการทดสอบ Stress Test พบว่า iPhone 18 Pro ทำคะแนน Stability ได้ 59.8% ส่วน iPhone 18 Pro Max อยู่ที่ 61.7% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Pro Max ยังได้เปรียบกว่าเล็กน้อยในด้านการรักษาประสิทธิภาพระยะยาว
ถ้าดูจากกราฟจะเห็นว่า iPhone 18 Pro Max ค่อย ๆ ลดประสิทธิภาพลงอย่างต่อเนื่องและช้ากว่า ขณะที่ iPhone 18 Pro จะดรอปลงเร็วกว่าและแตะจุดต่ำสุดไวกว่า ซึ่งน่าจะมาจากขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่กว่า ทำให้ Pro Max มีพื้นที่สำหรับกระจายความร้อนมากกว่า
แต่ถ้ามองจากคะแนนรวม ความแตกต่างระหว่างสองรุ่นยังไม่ได้ห่างกันมากนัก และถือว่าปีนี้ Apple จัดการเรื่องความร้อนได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในแง่การยืนระยะและการรักษาความสว่างหน้าจอเมื่อใช้งานหนักต่อเนื่อง

การเชื่อมต่อ 5G / Wi-Fi / Bluetooth ชิปใหม่ยังไงดีนะ
รอบนี้ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max เปลี่ยนมาใช้โมเด็มเซลลูลาร์ Apple C2 ที่ Apple ออกแบบเอง รองรับ 5G แบบ sub-6GHz พร้อม 4×4 MIMO รวมถึง Gigabit LTE แบบ 4×4 MIMO เช่นเดิม ส่วนรุ่นที่วางขายในบางประเทศอย่างสหรัฐฯ ยังมีรุ่นที่รองรับ mmWave เพิ่มเข้ามาด้วย
จากการใช้งานจริงในไทย ทั้ง 5G การโทร และการสลับเครือข่ายทำงานได้เป็นปกติ ไม่ได้รู้สึกว่าความเร็วหรือความเสถียรต่างจาก iPhone รุ่นก่อนแบบชัดเจน ซึ่งในแง่หนึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะแม้จะเปลี่ยนมาใช้โมเด็มที่ Apple พัฒนาเอง แต่ประสบการณ์ใช้งานทั่วไปยังไม่มีอะไรให้ต้องปรับตัว

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายอื่น ๆ รอบนี้ยังใช้ชิป Apple N1 สำหรับระบบเครือข่าย รองรับ Wi-Fi 7 มาตรฐาน 802.11be แบบ 2×2 MIMO, Bluetooth 6 และ Thread นอกจากนี้ยังมีชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2 ของ Apple สำหรับฟีเจอร์ระบุตำแหน่งระยะใกล้ เช่น Precision Finding รวมถึง NFC สำหรับการใช้งานต่าง ๆ
โดยรวมแล้วหัวข้อนี้อาจไม่ได้มีอะไรหวือหวาในแง่ประสบการณ์ใช้งาน เพราะจากที่ลองมาทุกอย่างก็ทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น 5G ต่อได้เร็ว Wi-Fi เสถียร และ Bluetooth ไม่เจอปัญหา ซึ่งสำหรับโมเด็ม C2 รุ่นใหม่ของ Apple การที่ใช้งานแล้วแทบไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน อาจถือเป็นคำชมได้เหมือนกัน

แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น อึดขึ้นแบบรู้สึกได้(นิดนึง)
อีกหนึ่งจุดที่ Apple ปรับเพิ่มใน iPhone 18 Pro Series คือความจุแบตเตอรี่ โดยเฉพาะฝั่ง iPhone 18 Pro Max ที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างชัด
iPhone 18 Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4,013 mAh เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก iPhone 17 Pro ที่มีความจุ 3,988 mAh ขณะที่ iPhone 18 Pro Max ขยับขึ้นมาเป็น 5,335 mAh จากเดิม 4,823 mAh ใน iPhone 17 Pro Max ซึ่งถือว่าเป็นความจุแบตเตอรี่ที่มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน iPhone
ตามข้อมูลของ Apple ระบุว่า iPhone 18 Pro สามารถใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 23 ชั่วโมง เล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 34 ชั่วโมง และเล่นวิดีโอแบบสตรีมได้นานสูงสุด 31 ชั่วโมง
ส่วน iPhone 18 Pro Max ขยับขึ้นมาเป็นการใช้งานทั่วไปสูงสุด 29 ชั่วโมง เล่นวิดีโอได้สูงสุด 43 ชั่วโมง และเล่นวิดีโอแบบสตรีมได้สูงสุด 38 ชั่วโมง

ทดสอบแบตเตอรี่ iPhone 18 Pro Max
จากการทดสอบใช้งานจริงของผม โดยใส่ eSIM ใช้งาน 5G เปิด Auto Brightness และ Always-On Display ตลอด รวมถึงใช้งานแบบครบทุกกิจกรรมทั้งเล่นโซเชียล เล่นเกม ถ่ายรูป เปิดแผนที่ และดูวิดีโอ พบว่า iPhone 18 Pro Max ทำ Screen On Time เฉลี่ยได้ประมาณ 5 ชั่วโมงต่อวัน
ในชีวิตประจำวันต้องบอกว่าแบตยังอึดสมเป็น Pro Max อยู่ครบวันได้สบายมาก และถ้าเป็นวันที่ไม่ได้ใช้งานหนักมากแบบผม สองวันก็ยังพอไหว เพราะในหนึ่งวันแบตมักลดไปประมาณ 40-60% เท่านั้น ทำให้เรื่องแบตแทบไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยกังวลระหว่างวันเลย
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขความจุแบตเตอรี่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ แต่จากความรู้สึกในการใช้งานจริงตอนนี้ ผมยังไม่ได้รู้สึกว่ามันอึดขึ้นแบบชัดเจนจนต่างจาก Pro Max รุ่นก่อนแบบคนละระดับ โดยรวมยังให้ความรู้สึกว่า “อึดดีตามมาตรฐาน Pro Max” มากกว่า ซึ่งตรงนี้คงต้องใช้งานต่อเนื่องให้นานกว่านี้อีกหน่อย ก่อนจะสรุปได้เต็มปากว่าแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นส่งผลกับระยะเวลาการใช้งานจริงมากแค่ไหน

ทดสอบแบตเตอรี่ iPhone 18 Pro
จากนั้นผมลองนำ iPhone 18 Pro ไปใช้งานในรูปแบบเดียวกับ iPhone 18 Pro Max ทั้งใส่ eSIM 5G เปิด Auto Brightness, Always-On Display และใช้งานครบทั้งโซเชียล ถ่ายรูป ดูวิดีโอ เปิดแผนที่ รวมถึงเล่นเกมบ้าง โดยมี Screen On Time เฉลี่ยประมาณ 5 ชั่วโมงต่อวัน
ผลที่ได้คือแบตเตอรี่อยู่ถึงช่วงเย็นได้แบบสบาย ๆ และสำหรับการใช้งานทั่วไปเรียกได้ว่าอยู่ครบวันแน่นอน ไม่ได้มีความรู้สึกว่าต้องคอยหาที่ชาร์จระหว่างวันเหมือน iPhone รุ่นเล็กในอดีต ถือว่าความอึดดีขึ้นจากรุ่นก่อนแบบสัมผัสได้จริง
แต่ถ้าถามว่าอึดถึงขั้นเดียวกับ Pro Max หรือไม่ จากที่ผมลองใช้ยังรู้สึกว่าไม่ถึงขนาดนั้น แม้ Apple จะเคลมเรื่องระยะเวลาการใช้งานของ iPhone 18 Pro เอาไว้ค่อนข้างสูง และพยายามขยับให้เข้าใกล้ Pro Max รุ่นก่อน ๆ แต่ในการใช้งานจริงยังเห็นช่องว่างอยู่พอสมควร
พูดง่าย ๆ คือ iPhone 18 Pro รอบนี้ “แบตอึดขึ้นจริง” และเพียงพอสำหรับการใช้งานเต็มวันแบบไม่ต้องกังวลแล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่อยากได้แบตแบบอึดสุด ๆ ลืมโลกไปเลย ใช้งานหนักทั้งวันแล้วยังเหลือ หรืออยากลากไปถึงวันที่สองได้แบบสบาย ๆ ฝั่ง iPhone 18 Pro Max ก็ยังเหนือกว่าอย่างชัดเจน

การชาร์จเร็วขึ้น ในที่สุดก็สมเป็นชาร์จเร็ว
อีกจุดที่อัปเกรดขึ้นแบบรู้สึกได้จริงคือเรื่องการชาร์จผ่าน USB-C โดย iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max รองรับกำลังชาร์จสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 60W จากรุ่นก่อนที่อยู่แถว ๆ 40W ซึ่งจากที่ลองใช้งานจริงก็รู้สึกได้เลยว่าชาร์จเร็วขึ้นแบบชัดเจน
แน่นอนว่าตัวเลข 60W อาจไม่ได้ดูแรงมากเมื่อเทียบกับมือถือเรือธงฝั่งจีนที่หลายรุ่นไปถึงระดับ 100W กันแล้ว แต่สำหรับ iPhone ถือว่าเพิ่มขึ้นจากเดิมแบบเห็นได้ชัด และจากที่ลองใช้งานจริง ความเร็วระดับนี้ก็เพียงพอให้รู้สึกว่าชาร์จไวขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน
Apple ระบุว่า หากต้องการรีดความเร็วชาร์จออกมาเต็มประสิทธิภาพ ต้องใช้อะแดปเตอร์ที่จ่ายไฟได้อย่างน้อย 60W และรองรับ Standard Power Range Adjustable Voltage Supply หรือ SPR AVS ร่วมกับ USB Power Delivery 3.2 หรือใหม่กว่า ซึ่ง Apple เคลมว่าสามารถชาร์จจากแบตเตอรี่หมดไปถึงประมาณ 50% ได้ในราว 15 นาที

แต่ประเด็นคือ หัวชาร์จที่คนทั่วไปมีอยู่ในบ้านตอนนี้จำนวนมากยังเป็น USB-PD รุ่นเดิมที่ไม่มี SPR AVS ดังนั้นถึงหัวจะเขียนว่า 65W หรือ 100W ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดัน iPhone 18 Pro Series ไปถึงกำลังชาร์จสูงสุดได้เสมอไป
และผมก็คือหนึ่งในนั้น เพราะตอนทดสอบยังไม่มีหัวชาร์จที่รองรับ SPR AVS ตามสเปกใหม่ พอเอาหัวชาร์จ USB-PD ที่ใช้อยู่ประจำมาลอง พบว่า iPhone 18 Pro ดึงกำลังไฟสูงสุดได้ประมาณ 38W ส่วน iPhone 18 Pro Max อยู่ที่ประมาณ 45W ซึ่งผมมองว่าตรงนี้น่าจะสะท้อนประสบการณ์ของผู้ใช้ทั่วไปได้มากกว่า เพราะถ้าไม่ได้เพิ่งซื้อหัวชาร์จใหม่ในช่วงหลัง หลายคนน่าจะยังใช้หัว PD รุ่นเดิมกันอยู่
ถ้าเปลี่ยนไปใช้หัวชาร์จที่รองรับ SPR AVS กำลังไฟที่วัดได้จะขยับขึ้น โดย iPhone 18 Pro อยู่ที่ประมาณ 40W ขณะที่ iPhone 18 Pro Max ขึ้นไปได้ราว 52W ดังนั้นฝั่ง Pro Max จะเห็นความต่างจากหัวชาร์จรุ่นใหม่ได้ชัดกว่าเล็กน้อย ส่วน iPhone 18 Pro ความต่างไม่ได้เยอะมากนัก

จากการทดสอบ iPhone 18 Pro Max กำลังชาร์จโดยประมาณจะเป็นลักษณะนี้
- แบตประมาณ 30% กำลังชาร์จอยู่ราว 45W
- 70% ลดลงมาอยู่ราว 40W
- 75% เหลือประมาณ 30W
- 80% อยู่ราว 25W
- หลังประมาณ 85% ระบบจะลดกำลังชาร์จลงอย่างชัดเจนเพื่อถนอมแบตเตอรี่
แม้จะไม่ได้ใช้หัวชาร์จที่สามารถรีดกำลังสูงสุดได้เต็ม ๆ แต่ความเร็วที่ได้ก็น่าประทับใจมาก ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็เติมแบตกลับมาได้เยอะจนพร้อมใช้งานต่อแบบสบาย ๆ
ส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าชาร์จเร็วมากก็คือขนาดแบตเตอรี่ของ iPhone ไม่ได้ใหญ่มหาศาลเหมือนมือถือ Android บางรุ่นในปัจจุบันที่ขยับไปใช้แบตความจุสูงมากขึ้นแล้ว แต่ฝั่งนั้นก็มักชดเชยด้วยระบบชาร์จระดับ 80W, 100W หรือมากกว่านั้น ดังนั้นแนวทางของแต่ละค่ายก็แลกกันคนละแบบ
เรื่องความร้อนตอนชาร์จเต็มกำลังถือว่าทำได้ดี ตัวเครื่องมีอุ่นขึ้นตามปกติ แต่ไม่ได้ร้อนจนรู้สึกน่ากังวล และถ้ามองจากประสบการณ์ใช้งานจริง ผมค่อนข้างประทับใจกับเรื่องการชาร์จของ iPhone 18 Pro Series มาก เพราะในที่สุดมันก็ให้ความรู้สึกว่าเป็น “Fast Charge” แบบที่ควรจะเป็นจริง ๆ เสียที

ส่วนการโอนไฟล์ยังรองรับความเร็วสูงสุด 10Gbps เหมือนเดิม ซึ่งถือว่าเร็วเพียงพอสำหรับการย้ายไฟล์วิดีโอขนาดใหญ่ ภาพ RAW หรือไฟล์งานจากเครื่องลงคอมพิวเตอร์ และยังเป็นอีกหนึ่งจุดที่แยกความเป็นรุ่น Pro ออกจากรุ่นทั่วไปได้ชัดเจน
สรุป iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max เหมาะกับใคร
สำหรับปีนี้ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ถือว่าเป็นการอัปเกรดที่ไปในทิศทางที่ดีขึ้นแทบทุกด้าน แม้หน้าตาโดยรวมจะไม่ได้เปลี่ยนจากรุ่นก่อนมากนัก แต่รายละเอียดข้างในถูกปรับให้สมบูรณ์ขึ้นหลายจุด ทั้ง Dynamic Island ที่เล็กลง แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น การชาร์จที่เร็วขึ้น ระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ที่ทำงานได้ดีขึ้น ชิป A20 Pro รวมถึงระบบกล้องที่เปิดให้ผู้ใช้ควบคุมได้ละเอียดกว่าเดิมผ่าน Pro Camera Control
ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด ผมมองว่า iPhone 18 Pro Series คือรุ่นที่เข้ามาเติมความสมบูรณ์ให้กับ iPhone 17 Pro Series มากกว่าเป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่แบบพลิกโฉม เพราะพื้นฐานหลายอย่างยังคล้ายเดิม แต่จุดที่เคยรู้สึกว่ายังขาดหรือยังไปได้อีก รอบนี้ Apple ค่อย ๆ เก็บรายละเอียดให้ดีขึ้นทีละส่วน

โดยเฉพาะเรื่องความร้อน แบตเตอรี่ และการชาร์จ ซึ่งเป็นสามเรื่องที่ส่งผลกับการใช้งานจริงทุกวันค่อนข้างมาก ขณะที่ฝั่งกล้องก็เริ่มเปิดให้ผู้ใช้มีอิสระในการควบคุมภาพมากขึ้น ไม่ได้บังคับให้ทุกอย่างอยู่ในระบบ Auto แบบเดิมทั้งหมด
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่เพิ่งมีรายงานตามมาหลังวางขายคือ ผู้ใช้บางส่วนพบว่าเวล เปิดกล้องหน้า ถ่ายวิดีโอ หรือวิดีโอคอลบน iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max อาจไปรบกวนรีโมตอินฟราเรดบางประเภท เช่น รีโมตแอร์หรือรีโมตทีวี จนกดแล้วไม่ตอบสนองชั่วคราว และกลับมาใช้งานได้เมื่อปิดกล้องหน้า หันเครื่องออกจากตัวรับ หรือวางสายวิดีโอคอลแล้ว

เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับชุด TrueDepth ด้านหน้ามากกว่าตัวกล้องหน้าโดยตรง โดยในรุ่นนี้ Apple มีการย้ายบางส่วนของระบบอินฟราเรดสำหรับ Face ID ไปไว้ใต้หน้าจอ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Dynamic Island มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ระบบดังกล่าวมีการปล่อยแสงอินฟราเรดออกมา และมีโอกาสไปรบกวนตัวรับสัญญาณ IR ของรีโมตบางประเภทได้
ที่สำคัญคือเราได้ลองทดสอบด้วยตัวเองแล้วก็พบว่าอาการนี้เกิดขึ้นจริง เช่น ขณะเปิดกล้องหน้าหรือวิดีโอคอล รีโมตแอร์บางรุ่นจะกดไม่ติด แต่เมื่อปิดกล้องหน้าหรือหยุดใช้งานก็กลับมาใช้ได้ตามปกติ ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องรอดูว่า Apple จะมีการอัปเดตซอฟต์แวร์หรือปรับการทำงานของระบบในภายหลังอย่างไรครับ
iPhone 17 Pro หรือ iPhone 17 Pro Max ยังไม่ต้องอัปก็ได้
ดังนั้นถ้าใครใช้ iPhone 17 Pro หรือ iPhone 17 Pro Max อยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงอาจยังไม่มากพอจนรู้สึกว่าจำเป็นต้องรีบเปลี่ยน เพราะประสบการณ์หลักหลายอย่างยังใกล้เคียงกันอยู่ ถ้ามองในแง่ความคุ้มค่า ผมว่ายังไม่ใช่รุ่นที่ต้องรีบอัปเกรด เว้นแต่ว่าจะอยากได้ของใหม่บางจุดเป็นพิเศษ เช่น แบตที่ดีขึ้น การชาร์จที่เร็วขึ้น ระบบระบายความร้อน หรือการควบคุมกล้องที่ละเอียดกว่าเดิม

iPhone 16 Sereis ลงไปค่อยเริ่มน่าอัปเกรด
แต่ถ้าใช้ iPhone รุ่นที่เก่ากว่านั้นลงไป ความแตกต่างจะเริ่มเห็นชัดขึ้น ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ การจัดการความร้อน กล้อง และฟีเจอร์โดยรวม ทำให้การขยับมา iPhone 18 Pro Series ให้ความรู้สึกเป็นการอัปเกรดที่จับต้องได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นการใช้งานทั่วไป เช่น เล่นโซเชียล ดูคลิป แชต หรือเปิดเว็บ ความแตกต่างด้านความลื่นไหลอาจไม่ได้รู้สึกมากนัก เพราะ iPhone รุ่นก่อน ๆ ก็เร็วและลื่นอยู่แล้ว จุดที่น่าจะรู้สึกได้ง่ายที่สุดกลับเป็นเรื่องแบตเตอรี่
แต่พอเอาไปใช้งานหนักจริง ความต่างจะเริ่มชัดขึ้น เช่น ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ทำงานกับไฟล์หนัก เล่นเกม หรือรีดประสิทธิภาพเครื่องต่อเนื่อง รวมถึงคนที่ใช้กล้องซูมบ่อย ๆ ก็จะเห็นความต่างได้ง่ายกว่าใช้งานทั่วไป

iPhone สำหรับคอเกมที่แท้ทรู
ส่วนเกมเมอร์สายโหด รอบนี้ต้องบอกว่า iPhone 18 Pro Series เป็น iPhone ที่เล่นเกมได้ดีที่สุดตั้งแต่ Apple ทำมา ไม่ใช่แค่เพราะชิป A20 Pro แรงขึ้น แต่ระบบระบายความร้อนรอบนี้ทำถึง เวลาเล่นเกมต่อเนื่องนาน ๆ เครื่องสามารถรักษาเฟรมเรตได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะถ้าอัปมาจาก iPhone 16 Pro Series หรือต่ำกว่า ความต่างค่อนข้างชัด และประสิทธิภาพโดยรวมก็สามารถไปชนกับ Gaming Phone หลายรุ่นได้เลย
แต่ต้องย้ำว่าเครื่องยังร้อนนะครับ ระบบระบายความร้อนที่ดีไม่ได้แปลว่าเครื่องจะเย็นตลอดเวลา เพียงแต่มันสามารถเอาความร้อนออกจากชิปได้ดีขึ้น และช่วยรักษาประสิทธิภาพเอาไว้ได้นานกว่าเดิม ซึ่งสำหรับเกมเมอร์หลายคนน่าจะให้ความสำคัญกับเฟรมเรตมากกว่าอุณหภูมิที่มือสัมผัสอยู่แล้ว

iPhone 18 Pro หรือ iPhone 18 Pro Max รุ่นไหนดี
สำหรับการเลือกระหว่างสองรุ่น ถ้าอยากได้เครื่องที่คล่องตัวกว่า ถือใช้งานมือเดียวได้ง่ายกว่า น้ำหนักไม่เยอะจนเกินไป และยังได้ฟีเจอร์หลักแทบครบเหมือนรุ่นใหญ่ iPhone 18 Pro ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะความแตกต่างหลักเมื่อเทียบกับ iPhone 18 Pro Max อยู่ที่ขนาดหน้าจอและความจุแบตเตอรี่เป็นหลัก
แต่ถ้ามองในตลาดไทย ยังไง iPhone 18 Pro Max ก็น่าจะเป็นรุ่นที่คนส่วนใหญ่เลือกมากกว่า เพราะคนไทยค่อนข้างนิยม iPhone จอใหญ่ โดยเฉพาะรุ่น Pro Max ที่ขายดีมาต่อเนื่องหลายปี ทั้งจากเรื่องหน้าจอที่ใหญ่กว่า แบตเตอรี่ที่อึดกว่า และภาพลักษณ์ของการเป็นรุ่นท็อปสุดของไลน์อัป

ดังนั้นถ้าเป็นคนที่ชอบจอใหญ่ ใช้ดูวิดีโอ เล่นเกม ใช้กล้องเยอะ หรืออยากได้แบตเตอรี่ที่ยืนระยะได้นานที่สุด iPhone 18 Pro Max ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์กว่า และมีแนวโน้มว่าจะยังเป็นรุ่นยอดนิยมในไทยเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องแลกกับตัวเครื่องที่ใหญ่และหนักขึ้นจนรู้สึกได้ชัดในการใช้งานทุกวัน
ส่วน iPhone 18 Pro จะเหมาะกับคนที่อยากได้ประสบการณ์แบบ Pro เหมือนกัน แต่ไม่อยากแบกเครื่องใหญ่ตลอดเวลา ซึ่งรอบนี้ยิ่งน่าสนใจเพราะฟีเจอร์หลักแทบไม่ได้ถูกตัดออกจาก Pro Max เลยครับ
ภาพรวมแล้ว iPhone 18 Pro Series อาจไม่ใช่ iPhone รุ่นที่สร้างความรู้สึกว่า “ใหม่หมด” แต่เป็นรุ่นที่เก็บจุดเล็กจุดน้อยจากรุ่นก่อนมาปรับจนลงตัวขึ้น และทำให้ประสบการณ์ของ iPhone รุ่น Pro สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน
ข้อดี
- ชิป A20 Pro โคตรแรง
- ระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ทำได้ดีขึ้น
- แบตเตอรี่อึดมาก
- ชาร์จเร็วขึ้น
- Dynamic Island เล็กลง
- กล้องปรับรูรับแสงได้ 4 ระดับ
- Pro Camera Control ถูกใจสายช่างภาพ
- มีโหมดบิวตี้มาให้แล้ว จบหลังกล้องได้มากขึ้น ไม่ต้องแต่งต่อเยอะ
- งานวิดีโอระดับพระเจ้า
- กล้องหน้า 18MP เซนเซอร์ทรงสี่เหลี่ยม ใช้งานได้ยืดหยุ่นทั้งแนวตั้งและแนวนอน
- ลำโพงเสียงดัง มีมิติขึ้น
- ใส่เคสเดิมได้
ข้อสังเกต
- ดีไซน์เดิม
- เครื่องหนักขึ้นชัดเจน
- เครื่องยังร้อน เพราะระบบระบายความร้อนถ่ายเทความร้อนออกจากตัวเครื่องได้ดีขึ้น
- กล้องสเปกเดิม เซนเซอร์ทุกเลนส์เหมือนเดิม คุณภาพโดยรวมเลยยังใกล้เคียงเดิม
- รูรับแสงปรับได้ ถ้าชุดกล้องมีปัญหา ค่าซ่อมน่าจะแพงขึ้น
- ราคาแพงขึ้นกว่าเดิม
- แบตอึดขึ้นจริง แต่ไม่ได้อึดขึ้นเวอร์เท่าคำเคลม
- AI ในไทยแบบภาษาไทยใช้ได้กี่โมง

สเปก iPhone 18 Pro และ 18 Pro Max
| รายละเอียด | iPhone 18 Pro | iPhone 18 Pro Max | |
| จอภาพ | พาเนล | Super Retina XDR | |
| ขนาด | 6.3 นิ้ว | 6.9 นิ้ว | |
| ความละเอียด | 2,622 x 1,206 พิกเซล | 2,868 x 1,320 พิกเซล | |
| อัตรารีเฟรช | 120Hz | ||
| ความสว่างสูงสุด | 3,000 นิต | ||
| ประสิทธิภาพ | ชิป | A20 Pro | |
| RAM | 12GB | ||
| พื้นที่เก็บข้อมูล | 256GB/512GB/1TB/2TB | ||
| ระบบ | iOS 27 | ||
| กล้อง | กล้องหลัก | 48MP (f/1.48, f/1.8, f2.8, f/4.0) ระบบกันสั่น OIS | |
| กล้องอัลตราไวด์ | 48 MP, f/2.2 มุมมองภาพ 120 องศา | ||
| กล้องเทเลโฟโต้ | 48 MP, f/2.8 ระยะ 100 มม. ระบบกันสั่น OIS | ||
| ระบบเสียง | กล้องหน้า | 18MP, f/1.9 ออโต้โฟกัส | |
| การเชื่อมต่อ | ลำโพง | ลำโพงสเตอริโอ | |
| เครือข่าย | 5G | ||
| Wi-Fi | Wi-Fi 7 | ||
| Bluetooth | Bluetooth 6.0 | ||
| พอร์ต | USB 3 (สูงสุด 10Gb/s) | ||
| แบตเตอรี่ | เซนเซอร์ | สแกนใบหน้า | |
| ความจุ | 4,056mAh การใช้งานทั่วไปสูงสุด 23 ชั่วโมง การเล่นวิดีโอสูงสุด 34 ชั่วโมง | 5,391mAh การใช้งานทั่วไปสูงสุด 29 ชั่วโมง การเล่นวิดีโอสูงสุด 43 ชั่วโมง | |
| ชาร์จไว | ชาร์จได้สูงสุด 50% ในประมาณ 15 นาที | ||
| ชาร์จไร้สาย | ชาร์จได้สูงสุด 50% ใน 30 นาที ด้วย MagSafe 25W และ รองรับชาร์จไร้สายแบบ Qi2 | ||
| ความทนทาน | ทนน้ำทนฝุ่น | IP68 | |
| ขนาดและน้ำหนัก | ความบาง | 150 x 71.9 x 8.75มม. | 163 x 78 x 8.75 มม. |
| น้ำหนัก | 211 กรัม | 249 กรัม | |
ราคาและรุ่นที่วางจำหน่าย
iPhone 18 Pro
- ความจุ 256GB ราคา 48,900 บาท
- ความจุ 512GB ราคา 56,900 บาท
- ความจุ 1TB ราคา 72,900 บาท
- ความจุ 2TB ราคา 96,900 บาท
iPhone 18 Pro Max
- ความจุ 256GB ราคา 52,900 บาท
- ความจุ 512GB ราคา 60,900 บาท
- ความจุ 1TB ราคา 76,900 บาท
- ความจุ 2TB ราคา 100,900 บาท

20 hours ago
2






English (US) ·