กินไฟเท่าใช้ตู้เย็น 65 เครื่อง?! เปิดโปง “จอมเขมือบไฟ” ในบ้าน แอบดูดเงินแม้ไม่ได้ใช้งาน

9 hours ago 8
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

เปิดตัวการกินไฟสูงสุดในบ้าน! "เตาอบไฟฟ้า" จอมเขมือบพลังงาน แอบดูดเงินแม้ตอนไม่ได้ใช้งาน

หลายบ้านเวลาเห็นค่าไฟพุ่งสูงขึ้น สิ่งแรกที่มักจะตกเป็นจำเลยก็คือ "เปิดแอร์นานเกินไปไหม?" หรือ "เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นบ่อยไปหรือเปล่า?" แต่รู้หรือไม่ว่า มีเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวอีกหนึ่งชิ้นที่เป็นจอมเขมือบพลังงานตัวจริงเสียงจริง ซึ่งบางรุ่นสามารถกินไฟได้เทียบเท่ากับการทำงานของตู้เย็นถึง 65 เครื่องพร้อมกัน และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มันแอบดูดเงินในกระเป๋าเราอยู่เงียบๆ ตลอดเวลา แม้ว่าเราจะไม่ได้เปิดเครื่องใช้งานเลยก็ตาม! เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กำลังพูดถึงนี้ก็คือ "เตาอบไฟฟ้า"นั่นเอง

ทำไมเตาอบไฟฟ้าถึงกินไฟมหาศาล ยิ่งกว่าแอร์บ้าน?

สำหรับสายทำขนมหรือกลุ่มโฮมเมดเบเกอรี่ที่กำลังสงสัยว่า ทำไมตั้งแต่หันมาอบขนมปังหรืออบคุกกี้กินเอง ค่าไฟที่บ้านถึงพุ่งกระฉูดแบบผิดปกติ เหตุผลทางวิทยาศาสตร์การอาหารและวิศวกรรมไฟฟ้ามีคำตอบชัดเจน

ในขณะที่ตู้เย็นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แต่กลับใช้กำลังไฟต่ำมากเพียงประมาณ 300-800 วัตต์ หรือแม้กระทั่งแอร์บ้านทั่วไปที่เราเปิดกันทั้งคืน ก็ใช้กำลังไฟเฉลี่ยเพียง 1,200 - 1,800 วัตต์เท่านั้น ตรงกันข้ามกับเตาอบไฟฟ้าที่แม้จะเปิดใช้งานเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ในช่วงที่เครื่องต้องเร่งทำความร้อนจะดึงกำลังไฟสูงถึง 2,000 ถึง 5,000 วัตต์ (แรงกว่าแอร์ 2-3 เท่า) ซึ่งหากคำนวณเป็นหน่วยไฟต่อเดือนอาจพุ่งสูงถึง 40-90 หน่วย (kWh) เลยทีเดียว เนื่องจากเตาอบจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาลในการแผ่ความร้อนให้ทั่วตู้อบขนาดใหญ่ และต้องคอยกระชากไฟเพื่อรักษาอุณหภูมิให้คงที่ตลอดการประกอบอาหาร

ภัยเงียบโหมดสแตนด์บาย: เสียบปลั๊กทิ้งไว้ ค่าไฟเดินไม่รู้ตัว

พฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนไทยคือ หลังจากอบอาหารเสร็จแล้ว มักจะปล่อยให้ปลั๊กเตาอบเสียบคาเต้ารับทิ้งไว้ตลอดปีตลอดชาติ เนื่องจากขี้เกียจถอด หรือตำแหน่งปลั๊กอยู่หลังตู้ที่เอื้อมถึงได้ยาก ความจริงที่น่าตกใจคือ เตาอบไฟฟ้าสามารถดึงกระแสไฟไปใช้ได้ตลอดเวลาแม้ในขณะที่เราไม่ได้เปิดระบบอบอาหาร

ข้อมูลจากคณะกรรมการพลังงานแห่งแคลิฟอร์เนีย (California Energy Commission) ระบุว่า ในโหมดสแตนด์บาย (Standby Mode) เตาอบไฟฟ้าจะดึงพลังงานไปเลี้ยงระบบนาฬิกา หน้าจอแสดงผลดิจิทัล และระบบแผงวงจรควบคุมอัจฉริยะเฉลี่ยอยู่ที่ 67 วัตต์ ซึ่งตัวเลขการแอบกินไฟเงียบๆ นี้ อาจคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 26% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของเตาอบเครื่องนั้นในรอบ 1 ปีเลยทีเดียว แปลว่าเพียงแค่เสียบปลั๊กทิ้งไว้เฉยๆ ให้ตัวเลขนาฬิกากระพริบ เตาอบก็แอบดูดเงินในกระเป๋าเราไปฟรีๆ แล้ว

มวยถูกคู่: เตาอบไฟฟ้า VS หม้อทอดไร้น้ำมัน ใครเซฟกว่า?

อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตสำหรับคนเข้าครัวยุคนี้คือ หากต้องการทำอาหารประเภทอบหรือทอดแบบไม่ใช้น้ำมัน ควรเลือกใช้เครื่องไหนถึงจะประหยัดไฟมากกว่ากัน?

คำตอบคือ "หม้อทอดไร้น้ำมัน" กินไฟน้อยกว่าและประหยัดกว่าครับ เนื่องจากหม้อทอดไร้น้ำมันโดยทั่วไปใช้กำลังไฟประมาณ 1,300 - 1,500 วัตต์ และด้วยขนาดพื้นที่ภายในหม้อที่เล็กกว่าเตาอบมาก ทำให้สามารถทำความร้อนจนถึงอุณหภูมิที่ต้องการได้รวดเร็วกว่า ไม่ต้องรอนานเหมือนเตาอบไฟฟ้า ดังนั้น หากเป็นการทำอาหารมื้อเล็กๆ ปริมาณไม่มาก การเลือกใช้หม้อทอดไร้น้ำมันจะช่วยเซฟค่าไฟได้ดีกว่าการเปิดเตาอบเครื่องใหญ่

จัดอันดับ 5 เครื่องใช้ไฟฟ้าจอมสูบไฟในบ้านเรือน

นอกจากเตาอบไฟฟ้าแล้ว ในบ้านเรือนทั่วไปยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกหลายชนิดที่ขึ้นชื่อเรื่องการดึงกระแสไฟสูง ซึ่งหากเรียงลำดับกลุ่มที่กินไฟรุนแรงที่สุดในบ้าน มีดังนี้:

  1. เตาอบไฟฟ้า

  2. เตาไฟฟ้า (อินดักชั่น / ไฮไลท์)

  3. เครื่องอบผ้าแห้ง

  4. เครื่องล้างจาน

  5. ตู้เย็น (แม้จะใช้กำลังไฟต่ำแต่ทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา)

การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้อย่างมีสติและถูกวิธีตามคำแนะนำข้างต้น ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการใช้พลังงานและร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

5 ทริคเด็ดช่วยเซฟค่าไฟเมื่อต้องใช้งานเตาอบ

หากคุณยังจำเป็นต้องใช้เตาอบไฟฟ้าในการทำอาหารหรืออบขนมปริมาณมาก การปรับพฤติกรรมการใช้งานเล็กๆ น้อยๆ ดังต่อไปนี้ จะช่วยลดภาระค่าไฟลงได้อย่างเห็นผล:

  1. อบอาหารพร้อมกันหลายอย่าง: วางแผนจัดสรรพื้นที่ในตู้อบเพื่อทำอาหารหรือขนมพร้อมกันในรอบเดียว เพื่อใช้ความร้อนในการเปิดเครื่องหนึ่งครั้งให้คุ้มค่าที่สุด

  2. ห้ามเปิดประตูตู้อบดูบ่อยๆ: การเปิดประตูตู้อบระว่างที่เครื่องทำงานเพียงไม่กี่วินาที จะทำให้ความร้อนระเหยออกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบต้องเร่งดึงกระแสไฟกลับมาทำความร้อนใหม่อีกครั้ง

  3. ปิดเครื่องก่อนเวลาจริงเล็กน้อย: ลองปิดสวิตช์เตาอบก่อนที่อาหารจะสุกประมาณ 5 นาที แล้วอาศัย "ความร้อนสะสม" (Residual Heat) ที่ยังคงอบอวลอยู่ภายในตู้อบในการทำให้ความร้อนเข้าเนื้ออาหารจนสุกสมบูรณ์

  4. หมั่นทำความสะอาดคราบไหม้: คราบไขมันและเศษอาหารที่เกาะอยู่ตามผนังเตาอบจะกลายเป็นตัวบล็อกและลดประสิทธิภาพการกระจายความร้อน ทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากกว่าเดิม

  5. ถอดปลั๊กหรือสับเบรกเกอร์ลงทันที: ทุกครั้งหลังจากที่เครื่องระบายความร้อนออกหมดและใช้งานเสร็จแล้ว เพื่อตัดวงจรการกินไฟในโหมดสแตนด์บายให้เป็นศูนย์

การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวอย่างรู้เท่าทันและถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรมในยุคที่ค่าไฟแพงเท่านั้น แต่ยังถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประหยัดพลังงานและร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

Read Entire Article