ดื่มน้ำอุ่นตอนเช้าเรื่องผิดพลาดจริงหรือ? เช็ก 6 ข้อควรระวัง ถ้าไม่อยากป่วยโดยไม่รู้ตัว
การดื่มน้ำอุ่นทันทีหลังตื่นนอนถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพฤติกรรมดูแลสุขภาพยอดฮิตมาอย่างยาวนาน ด้วยความเชื่อที่ว่ามันช่วย "สตาร์ต" ร่างกาย กระตุ้นระบบย่อยอาหาร และช่วยให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสพร้อมรับวันใหม่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า การดื่มน้ำอุ่นหลังตื่นนอนเหมาะกับทุกคนจริงๆ หรือไม่? อุณหภูมิของน้ำ วิธีการดื่ม และช่วงเวลาในการดื่ม มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง? ในความเป็นจริงแล้ว การดื่มน้ำหลังตื่นนอนไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ "วิธีการดื่ม" เพราะหากดื่มผิดวิธี น้ำเปล่าแก้วง่ายๆ ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่สร้างความอึดอัดให้ร่างกายได้เช่นกัน
แพทย์อธิบายว่า ตลอดทั้งคืนที่นอนหลับ ร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านการหายใจ เหงื่อ และปัสสาวะ ขณะเดียวกัน ร่างกายก็กำลังค่อยๆ ปรับเปลี่ยนจากสภาวะพักผ่อนไปสู่สภาวะทำงาน ระบบย่อยอาหาร ระบบไหลเวียนโลหิต และกระบวนการเผาผลาญกำลังค่อยๆ กลับคืนสู่ภาวะปกติ ดังนั้น เมื่อดื่มน้ำตอนเช้า จึงไม่ควรมองแค่ว่า "ดื่มแล้วหรือยัง" แต่ต้องใส่ใจว่า "ดื่มอย่างไร" ด้วย
1. ไม่ควรร้อนจัดหรือเย็นจัดเกินไป
หลายคนชอบดื่มน้ำเย็นจัดทันทีหลังตื่นนอน โดยเฉพาะในฤดูร้อน แม้จะรู้สึกสดชื่นสะใจ แต่สำหรับผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอ การดื่มน้ำเย็นปริมาณมากขณะท้องว่างอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารได้
ขณะนอนหลับ การทำงานของระบบย่อยอาหารจะลดลง หลังตื่นนอน ระบบย่อยอาหารต้องการเวลาปรับตัว ของเหลวอุณหภูมิต่ำปริมาณมากที่เข้าสู่กระเพาะอาหารทันทีอาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง อึดอัด หรือส่งผลต่อการทานอาหารเช้าหลังจากนั้น
แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเลี่ยงน้ำเย็น ผู้ที่แข็งแรงดีและระบบย่อยอาหารปกติ การดื่มน้ำเย็นเป็นครั้งคราวไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคกระเพาะ หรือผู้ที่ท้องเสียได้ง่าย ควรเน้นดื่มน้ำที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด
ในทางตรงกันข้าม น้ำที่ร้อนเกินไปก็ไม่แนะนำเช่นกัน บางคนเชื่อว่ายิ่งน้ำร้อนยิ่งดีต่อกระเพาะ แต่สถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) เคยออกมาเตือนว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 65°C เป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการทำลายเยื่อบุช่องปากและหลอดอาหาร ดังนั้น น้ำดื่มตอนเช้าไม่ต้องร้อนจัด ขอแค่อุ่นกำลังดีและดื่มง่ายก็พอ
2. ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำผึ้ง เกลือ หรือมะนาวลงไป
หลายคนนิยมผสมน้ำผึ้ง เกลือ มะนาว หรือส่วนผสมอื่นๆ ลงในน้ำดื่มตอนเช้า เพราะเชื่อว่าช่วยเพิ่มสารอาหารหรือช่วยระบายท้อง ทว่าสำหรับคนแข็งแรงส่วนใหญ่ น้ำเปล่าธรรมดา ก็เพียงพอสำหรับการเติมน้ำให้ร่างกายหลังตื่นนอนแล้ว
ที่สำคัญ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่ควรดื่มน้ำเกลือจางๆ ตอนเช้าเป็นประจำ เพราะโซเดียมที่เพิ่มเข้ามาอาจทำให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยากขึ้น เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ควรเติมน้ำผึ้งหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวน
3. ไม่ควรพรวดพราดดื่มทีละมากๆ
หลายคนตื่นมาแล้วรู้สึกคอแห้ง จึงรีบกระดกน้ำแก้วใหญ่จนหมดในรวดเดียว เพราะคิดว่ายิ่งดื่มเยอะยิ่งชดเชยน้ำได้เร็ว แต่ร่างกายต้องใช้เวลาในการดูดซึมน้ำ การดื่มน้ำปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้นจะเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการแน่นท้องหรือคลื่นไส้ได้
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกชัดเจนขึ้นหากดื่มน้ำเร็วและมากเกินไป ดังนั้น แทนที่จะดื่มหมดแก้วในเคาะเดียว แนะนำให้ค่อยๆ จิบทีละนิดอย่างช้าๆ ตามความรู้สึกของร่างกาย
4. ควรดื่มน้ำก่อนหรือหลังแปรงฟัน?
นี่คือประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก บางคนมองว่าต้องดื่มน้ำทันทีหลังตื่นนอนเพราะร่างกายขาดน้ำมาทั้งคืน แต่อีกฝ่ายมองว่าควรแปรงฟันก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำ
หากพิจารณาในแง่สุขอนามัยช่องปาก การแปรงฟันก่อนแล้วค่อยดื่มน้ำจะเหมาะสมกับคนส่วนใหญ่มากกว่า เพราะขณะนอนหลับ แบคทีเรียในช่องปากจะยังคงเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การแปรงฟันทำความสะอาดช่องปากแบบง่ายๆ หลังตื่นนอนก่อนดื่มน้ำจึงเป็นสิ่งที่ดี อย่างไรก็ตาม หากตื่นมาแล้วรู้สึกคอแห้งมาก ก็สามารถจิบน้ำก่อนสักสองสามคำได้ โดยไม่ต้องยึดติดกับลำดับขั้นตอนจนเกินไป
5. ดื่มน้ำตอนเช้าปริมาณเท่าไหร่ถึงจะพอ?
ไม่ควรกำหนดตัวเลขตายตัวสำหรับทุกคน ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ระดับการทำกิจกรรม สภาพอากาศ และสุขภาพของแต่ละบุคคล บางคนรู้สึกสบายตัวที่ประมาณ 200 มล. ในขณะที่บางคนต้องการ 300 มล. สิ่งสำคัญคือการฟังเสียงร่างกายของตัวเอง
สัญญาณเตือนที่บอกว่าร่างกายอาจได้รับน้ำไม่เพียงพอ ได้แก่ ปัสสาวะมีสีเข้มจัด ปากแห้ง หรือรู้สึกเหนื่อยล้าบ่อยๆ ในทางกลับกัน หากต้องปัสสาวะบ่อยเกินไป หรือต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกหลายครั้ง ก็ควรกลับมาทบทวนช่วงเวลาและปริมาณการดื่มน้ำรวมตลอดทั้งวัน
6. กลุ่มบุคคลที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ผู้สูงอายุความรู้สึกหิวน้ำมักจะลดลงตามวัย ทำให้หลงลืมการดื่มน้ำได้ง่าย แต่การดื่มน้ำปริมาณมากในคราวเดียวก็อาจทำให้ร่างกายรับไม่ไหว คนกลุ่มนี้จึงควรเน้นการจิบน้ำปริมาณน้อยๆ แต่แบ่งดื่มหลายๆ ครั้งตลอดวัน
นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ที่รับประทานยาขับปัสสาวะ หรือผู้ที่จำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำและโซเดียม ควรปรับพฤติกรรมการดื่มน้ำตามสภาพร่างกายและคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างเคร่งครัด
สรุปทริกดื่มน้ำตอนเช้าเพื่อสุขภาพ: ไม่ดื่มน้ำที่ร้อนหรือเย็นจัดจนเกินไป, ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งรสชาติ, ค่อยๆ จิบอย่างช้าๆ, แปรงฟันทำความสะอาดช่องปากก่อนดื่ม, ปรับปริมาณน้ำตามความต้องการของร่างกาย และปรึกษาแพทย์หากมีโรคประจำตัว การรักษาพฤติกรรมการดื่มน้ำที่ถูกต้อง ควบคู่กับการนอนหลับที่เพียงพอ อาหารที่สมดุล และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ คือรากฐานการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนที่สุด
- เหนือกว่ากาแฟ! เครื่องดื่มช่วยตื่นตัว ต้านมะเร็ง+ต้านอนุมูลอิสระชั้นดี และไม่ใช่ "แค่ชาเขียว"
- หมอเฉลยแล้ว! "สูตรน้ำมะนาว" ช่วยล้างตับ-เคลียร์ลำไส้ ต้องดื่มตอนไหน?
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)

10 hours ago
2





English (US) ·