จีนเจอ “หมูล้นตลาด” ราคาดิ่งเกือบ 16% หลังฟาร์มตึกสูงผลิตได้ปีละเป็นล้านตัว สู่วลีหมูถูกกว่าผัก
จากประเทศที่เคยต้องเร่งฟื้นฟูปริมาณสุกรหลังเผชิญโรคระบาดครั้งใหญ่ วันนี้อุตสาหกรรมหมูของจีนกำลังเผชิญปัญหาในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกับความต้องการบริโภค ส่งผลให้ราคาเนื้อหมูลดลงต่อเนื่องและกดดันรายได้ของผู้เลี้ยงทั่วประเทศ
หนึ่งในภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือฟาร์มสุกรแนวตั้งขนาดมหึมาในเมืองเอ้อโจว มณฑลหูเป่ย ซึ่งมีลักษณะคล้ายอาคารพักอาศัยสูง 26 ชั้น แต่ภายในกลับเป็นสถานที่เลี้ยงสุกรด้วยระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
ฟาร์มลักษณะนี้เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้ที่ดินให้น้อยลง และสร้างความมั่นคงด้านอาหาร แต่เมื่อฟาร์มอุตสาหกรรมจำนวนมากขยายกำลังผลิตพร้อมกัน สิ่งที่ตามมาคือปริมาณหมูในตลาดมากเกินกว่าที่ผู้บริโภคต้องการ
ฟาร์มหมูสูง 26 ชั้น ผลิตได้ปีละกว่า 1 ล้านตัว
โครงการฟาร์มสุกรแนวตั้งในเมืองเอ้อโจวดำเนินการโดยบริษัท Hubei Zhongxin Kaiwei Modern Farming ด้วยเงินลงทุนที่มีรายงานว่ามากถึง 4,000 ล้านหยวน และเริ่มรับสุกรชุดแรกเข้าสู่ระบบในปี 2022
ภายในอาคารติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิ การระบายอากาศ และจุดให้อาหารอัตโนมัติหลายหมื่นจุด โดยแต่ละพื้นที่ถูกแบ่งตามกระบวนการเลี้ยง ตั้งแต่แม่พันธุ์ ลูกสุกร ไปจนถึงสุกรที่เลี้ยงเพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการผลิต
รายงานล่าสุดระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวขยายเป็นอาคารสูง 26 ชั้นจำนวน 2 หลัง และสามารถเลี้ยงสุกรรวมกันได้สูงสุดประมาณ 1.2 ล้านตัวต่อปี กลายเป็นสัญลักษณ์ของการทำปศุสัตว์ขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยีในจีน
ผู้ประกอบการมองว่าอาคารหลายชั้นช่วยประหยัดพื้นที่ ควบคุมอาหารและสภาพแวดล้อมได้แม่นยำ รวมถึงลดการสัมผัสกับปัจจัยภายนอก อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและองค์กรด้านสวัสดิภาพสัตว์บางส่วนตั้งข้อกังวลว่า การรวมสัตว์จำนวนมากไว้ในสถานที่เดียวอาจทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้นหากเกิดโรคระบาดหรือระบบควบคุมมีปัญหา

จากหมูขาดตลาด สู่การผลิตเกินความต้องการ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร หรือ African Swine Fever แพร่ระบาดในจีนตั้งแต่ปี 2018 ทำให้สุกรจำนวนมากต้องถูกกำจัดและราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
รัฐบาลจีนจึงสนับสนุนการฟื้นฟูกำลังผลิต พร้อมผลักดันให้มีฟาร์มขนาดใหญ่ที่สามารถควบคุมโรค อาหาร และต้นทุนได้เป็นระบบมากขึ้น บริษัทปศุสัตว์รายใหญ่จึงขยายฟาร์มอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้เลี้ยงรายย่อยจำนวนหนึ่งทยอยออกจากตลาด
การขยายกำลังผลิตช่วยให้จีนฟื้นปริมาณเนื้อหมูได้สำเร็จ แต่เมื่อสุกรรุ่นใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดพร้อมกัน ประกอบกับกำลังซื้อและความต้องการบริโภคที่ไม่เติบโตตาม จึงเปลี่ยนจากภาวะขาดแคลนเป็นภาวะสินค้าล้นตลาด
กระทรวงเกษตรจีนยอมรับว่า อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกำลังผลิตส่วนเกินและความต้องการที่อ่อนแอ พร้อมเรียกร้องให้บริษัทขนาดใหญ่หยุดขยายกิจการโดยขาดการวางแผน และช่วยกันลดจำนวนแม่สุกรให้อยู่ในระดับเหมาะสม

ราคาเนื้อหมูเดือนมิถุนายนลดลง 15.9%
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2026 ดัชนีราคาเนื้อหมูสำหรับผู้บริโภคลดลง 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังลดลงอีก 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม
หากนับรวมช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 ราคาเนื้อหมูเฉลี่ยลดลง 13.4% จากช่วงเดียวกันของปี 2025 ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวมของจีนในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ราคาสินค้าและบริการโดยรวมของจีนยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ราคาเนื้อหมูที่ลดลงอย่างมากได้ช่วยกดระดับเงินเฟ้อด้านอาหารไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นกว่านี้
ด้านข้อมูลตลาดสุกรระบุว่า ราคาเฉลี่ยของสุกรมีชีวิตในช่วงต้นปีถึงกลางเดือนมิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 11.3 หยวนต่อกิโลกรัม ลดลงราว 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนราคาเนื้อหมูขายส่งช่วงปลายเดือนมิถุนายนลดลงประมาณ 28% เมื่อเทียบรายปี

ไม่ใช่แค่ผลิตมาก แต่คนจีนอาจกินหมูน้อยลง
เนื้อหมูยังเป็นอาหารสำคัญในครัวเรือนจีน และจีนยังคงเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าความต้องการบริโภคอาจเข้าใกล้จุดอิ่มตัวแล้ว
ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่บางส่วนเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพและเลือกแหล่งโปรตีนที่หลากหลายขึ้น ทั้งเนื้อไก่ ปลา ไข่ เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว
รายงานแนวโน้มเกษตรของ OECD และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ คาดว่าการบริโภคเนื้อหมูในจีนจะไม่เติบโตเหมือนในอดีต เนื่องจากระดับการบริโภคอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคมมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ปัญหาของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่การผลิตหมูไม่พออีกต่อไป แต่อยู่ที่การผลิตมากเกินไปในช่วงที่ตลาดภายในประเทศไม่สามารถดูดซับสินค้าได้ทั้งหมด
ราคาต่ำ กระทบฟาร์มทั้งรายเล็กและบริษัทใหญ่
สำหรับผู้บริโภค ราคาเนื้อหมูที่ลดลงอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่สำหรับเกษตรกรและบริษัทปศุสัตว์ สถานการณ์กลับสร้างแรงกดดันอย่างหนัก เพราะราคาขายลดลงจนบางช่วงต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
บริษัทต้องแข่งขันกันลดต้นทุน ทั้งการปรับสูตรอาหารสัตว์ ใช้ระบบอัตโนมัติเพิ่มขึ้น และพัฒนาสายพันธุ์ที่เติบโตเร็วขึ้น แต่เมื่อผู้ผลิตจำนวนมากใช้วิธีเพิ่มประสิทธิภาพพร้อมกัน ปริมาณสินค้าในตลาดก็อาจเพิ่มขึ้นและยิ่งกดราคาให้ต่ำลง
รัฐบาลจีนยังเตือนให้ติดตามความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เพราะธุรกิจเหล่านี้ลงทุนในฟาร์ม โรงงาน และระบบเทคโนโลยีด้วยเงินจำนวนมหาศาล หากราคาหมูอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน อาจกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทานและสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ
จีนลดเป้าหมายแม่สุกรเหลือ 37.5 ล้านตัว
เพื่อแก้ปัญหาหมูล้นตลาด จีนได้ปรับลดระดับเป้าหมายปกติของจำนวนแม่สุกรจาก 39 ล้านตัว เหลือประมาณ 37.5 ล้านตัว หรือลดลงราว 3.8% พร้อมกำหนดให้จำนวนฟาร์มสุกรขนาดใหญ่ทั่วประเทศอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 130,000 แห่ง
กระทรวงเกษตรยังขอให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนจากการแข่งขันเพิ่มจำนวน ไปสู่การพัฒนาคุณภาพ ลดการใช้อาหารสัตว์ และควบคุมกำลังผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการจริง
มาตรการลดแม่สุกรต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะส่งผลต่อจำนวนสุกรที่ออกสู่ตลาด เพราะสุกรที่อยู่ในระบบแล้วจะยังคงถูกเลี้ยงและทยอยจำหน่ายต่อไป ในระยะสั้น การเร่งลดฝูงอาจทำให้มีสุกรถูกส่งเข้าสู่ตลาดมากขึ้นชั่วคราว และกดราคาให้ลดลงอีกได้
ผู้ผลิตรายใหญ่หันมามองตลาดต่างประเทศ
เมื่อความต้องการในประเทศชะลอตัว ผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ของจีนเริ่มมองหาการเติบโตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและความต้องการเนื้อสัตว์ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
Muyuan Foods หนึ่งในผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ที่สุดของโลก เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และตั้งเป้าระดมทุนประมาณ 10,690 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 1,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ ฟาร์มอัจฉริยะ โภชนาการสัตว์ และระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจีนเริ่มร่วมมือกับบริษัทในเวียดนามเพื่อพัฒนาฟาร์มสุกรหลายชั้น และนำรูปแบบการเลี้ยงที่ใช้ในจีนไปทดลองในตลาดต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม การขยายธุรกิจไปต่างประเทศไม่ได้หมายความว่าปัญหาสินค้าล้นตลาดในจีนจะหมดไปทันที เพราะแต่ละประเทศมีข้อกำหนดเรื่องที่ดิน สิ่งแวดล้อม โรคสัตว์ และสวัสดิภาพสัตว์แตกต่างกัน รวมถึงมีผู้ผลิตในประเทศที่ต้องแข่งขันด้วย
ฟาร์มตึกสูงคือคำตอบ หรือกำลังสร้างปัญหาใหม่?
ฟาร์มสุกรแนวตั้งช่วยให้ผู้ผลิตเลี้ยงสัตว์จำนวนมากบนพื้นที่จำกัด ควบคุมอาหาร อุณหภูมิ ของเสีย และการเข้าออกของคนได้อย่างเป็นระบบ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแนวทางสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก
อีกด้านหนึ่ง การพึ่งพาฟาร์มขนาดใหญ่เพียงไม่กี่รายอาจทำให้อุตสาหกรรมมีความกระจุกตัวสูง หากเกิดโรคระบาด ระบบขัดข้อง หรือบริษัทประสบปัญหาทางการเงิน ผลกระทบอาจลุกลามไปยังสัตว์จำนวนมากและกระทบตลาดในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของสัตว์ การจัดการมูลสุกร กลิ่น น้ำเสีย และผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ควรถูกมองข้ามเมื่อประเมินประสิทธิภาพของการทำฟาร์มขนาดใหญ่
สรุป จีนผลิตหมูเก่งขึ้น แต่ต้องหาจุดสมดุลใหม่
ภาวะราคาเนื้อหมูตกต่ำของจีนไม่ได้เกิดจากฟาร์มตึกสูงเพียงแห่งเดียว แต่เป็นผลสะสมจากการขยายกำลังผลิตทั่วประเทศหลังวิกฤตโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร ประกอบกับความต้องการบริโภคที่ชะลอตัวและพฤติกรรมการกินที่เริ่มเปลี่ยนแปลง
ฟาร์มเทคโนโลยีสูงช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนต่อหน่วยได้จริง แต่เมื่อทุกบริษัทเร่งผลิตพร้อมกัน ความมีประสิทธิภาพก็อาจกลายเป็นภาวะล้นตลาด ราคาที่ถูกลงอาจเป็นข่าวดีสำหรับผู้ซื้อ แต่เป็นสัญญาณเตือนสำหรับเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจการเกษตร
โจทย์ต่อไปของจีนจึงไม่ใช่การผลิตหมูให้ได้มากที่สุด แต่คือการควบคุมจำนวนให้เหมาะกับความต้องการ รักษารายได้ของผู้เลี้ยง ดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร และจัดการผลกระทบต่อสัตว์กับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

9 hours ago
2





English (US) ·