ถูกขังในร่างกว่า 400 กิโล! เปิดชีวิตสุดเศร้า ชายผู้ใช้อาหาร "เยียวยาใจ" กินไม่หยุดจนตัวแตก

7 hours ago 2
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

ชีวิตของ Sean Milliken ชายผู้หนักกว่า 400 กิโลกรัม จากบาดแผลวัยเด็ก สู่จุดจบในวัยเพียง 29 ปี

Sean Milliken กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในปี 2016 เมื่อภาพของชายหนุ่มวัย 26 ปี ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 400 กิโลกรัม ปรากฏในรายการ My 600-lb Life ของช่อง TLC ขณะนั้นเขาแทบไม่สามารถลุกจากเตียง ต้องใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ และพึ่งพาแม่ในการทำกิจวัตรแทบทุกอย่าง

เบื้องหลังร่างกายที่มีน้ำหนักมหาศาล ไม่ได้มีเพียงเรื่องของอาหารหรือการขาดวินัย แต่เต็มไปด้วยความกลัว ความรู้สึกผิด ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในครอบครัว และอุบัติเหตุซึ่งพรากความสามารถในการเคลื่อนไหวไปจากเขา ชีวิตของ Sean จึงเป็นมากกว่าเรื่องราวการลดน้ำหนัก เพราะเป็นภาพของชายคนหนึ่งที่พยายามหนีจากบาดแผลทางใจด้วยอาหาร ก่อนที่ร่างกายจะต้องรับผลกระทบอย่างหนัก

Sean Milliken คือใคร?

Sean Milliken เกิดในปี 1989 และเติบโตในสหรัฐอเมริกา เขาเป็นที่รู้จักจากการเข้าร่วมรายการ My 600-lb Life ซีซัน 4 ซึ่งติดตามชีวิตของผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนรุนแรง ขณะเข้าร่วมรายการ เขาอาศัยอยู่กับ Renee ผู้เป็นแม่ ในเมืองคาเมรอนพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย

เมื่อทีมงานเข้าไปบันทึกชีวิต Sean มีน้ำหนักเริ่มต้นประมาณ 919 ปอนด์ หรือราว 417 กิโลกรัม ถือเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมรายการที่มีน้ำหนักมากที่สุดในขณะนั้น ขนาดร่างกายทำให้เขาไม่สามารถยืนหรือเดินได้ตามปกติ และต้องใช้พื้นที่บนเตียงเป็นศูนย์กลางของชีวิตตลอดทั้งวัน

ผิวหนังของ Sean ถูกยืดออกจากน้ำหนักจนเกิดแผลเปิดหลายตำแหน่ง การอาบน้ำต้องอาศัยความช่วยเหลือจากแม่และเพื่อนของครอบครัว ส่วนการขับถ่ายก็เป็นเรื่องยากและขาดความเป็นส่วนตัว เพราะต้องใช้ถังและทำธุระบนเตียง เขายอมรับว่ากลัวร่างกายจะทรุดลงจนไม่มีโอกาสมีชีวิตถึงอายุ 30 ปี

ปมวัยเด็ก เมื่ออาหารกลายเป็นที่หลบภัย

Sean เล่าผ่านรายการว่า ปัญหาการกินของเขาเริ่มขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับ Matt ผู้เป็นพ่อ เขากล่าวหาว่าพ่อมักตะโกนใส่หน้าและต้อนเขาไปจนมุม ทำให้เด็กร่างใหญ่อย่างเขารู้สึกหวาดกลัวและไร้ทางหนี

เมื่อเผชิญความเครียด Sean เริ่มใช้การกินเป็นวิธีปลอบประโลมตัวเอง เขาอธิบายว่า เมื่อได้กินอาหาร ความกลัวจะเบาลงชั่วขณะและสิ่งอื่นจะไม่สำคัญอีกต่อไป พฤติกรรมนี้ค่อยๆ ทำให้อาหารเปลี่ยนจากสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย กลายเป็นเครื่องมือจัดการอารมณ์ที่เขาพึ่งพามากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อ Sean อายุประมาณ 10 ขวบ พ่อและแม่ตัดสินใจหย่าร้าง แม้ Renee (แม่) จะมองว่าการแยก Sean ออกจากพ่อเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่การแตกแยกของครอบครัวกลับส่งผลกระทบต่อจิตใจลูกชายอย่างมาก Sean รู้สึกว่าตัวเองอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวพัง และอย่างที่คาดเขาใช้การกินกลบความรู้สึกผิดนั้นเหมือนที่แล้วๆ มา

ความรักของแม่ที่กลายเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน

หลังการหย่าร้าง Renee กลายเป็นผู้ดูแล Sean คนสำคัญ เธอยอมรับในรายการว่าตนเองก็มีปัญหาเกี่ยวกับการกิน และอาจชดเชยความรู้สึกผิดด้วยการซื้อขนมหรืออาหารกลับมาให้ลูกอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เห็นลูกไม่มีความสุข อาหารจึงกลายเป็นสิ่งที่เธอใช้แสดงความรักและช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น

ความสัมพันธ์ของแม่ลูกค่อยๆ พัฒนาเป็นวงจรที่ซับซ้อน Sean ต้องพึ่งแม่เรื่องอาหาร การอาบน้ำ การแต่งตัว และการใช้ชีวิต ส่วน Renee ก็มีบทบาทเป็นผู้ดูแลที่ลูกขาดไม่ได้ แม้เธอจะต้องการให้ลูกแข็งแรง แต่หลายครั้งกลับยอมให้อาหารมากกว่าที่แผนการรักษากำหนด เพราะไม่ต้องการเห็นลูกทุกข์ทรมานจากความเศร้าและความหิว

อย่างไรก็ตาม การอธิบายว่าน้ำหนักทั้งหมดเกิดจากแม่เพียงคนเดียวอาจไม่เป็นธรรมต่อความซับซ้อนของภาวะโรคอ้วนรุนแรง ชีวิตของ Sean มีทั้งปัจจัยทางอารมณ์ พฤติกรรมการกิน การเคลื่อนไหวที่จำกัด อาการบาดเจ็บ และสภาพแวดล้อมภายในครอบครัว ทุกปัจจัยจึงมีส่วนเชื่อมโยงและเสริมกันเป็นเวลาหลายปี

มัธยมปลาย น้ำหนักแตะ 181 กิโลกรัม ก่อนอุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

Sean เล่าว่า หลังเลิกเรียนเขามักกลับบ้านและตรงไปเปิดตู้เย็น กินอาหารทุกอย่างที่หาได้ จนน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 50 ปอนด์ หรือราว 23 กิโลกรัม เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยมปลาย น้ำหนักของเขาทะลุ 400 ปอนด์ หรือประมาณ 181 กิโลกรัม แล้ว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปีสุดท้ายของโรงเรียน เมื่อ Sean ตกบันไดและได้รับบาดเจ็บบริเวณขากับข้อเท้า อาการบาดเจ็บทำให้เขาต้องนอนพักและไม่สามารถเรียนจนจบปีได้ตามปกติ เมื่อน้ำหนักมากอยู่แล้วและการเจ็บป่วยครั้งนี้ ทำให้การเคลื่อนไหวยิ่งลดลง ร่างกายของเขาจึงเข้าสู่วงจรน้ำหนักเพิ่มอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นตลอดเวลาประมาณ 8 ปีหลังเกิดอุบัติเหตุ Sean แทบไม่ได้ลุกออกจากเตียง ความเจ็บปวดและขนาดร่างกายทำให้การยืนแต่ละครั้งเป็นเรื่องยาก เมื่อเคลื่อนไหวน้อยลง การใช้พลังงานก็ลดลง ขณะที่อาหารยังเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขารับมือกับความเครียดและความโดดเดี่ยวได้ชั่วคราว

ไทม์ไลน์ชีวิต Sean Milliken

ช่วงเวลา เหตุการณ์สำคัญ
ปี 1989 Sean Milliken เกิดในสหรัฐอเมริกา
อายุประมาณ 10 ปี พ่อแม่หย่าร้าง Sean รู้สึกผิดและพึ่งอาหารเพื่อรับมือความเศร้า
ช่วงมัธยมปลาย น้ำหนักเกิน 400 ปอนด์ หรือประมาณ 181 กิโลกรัม
ปีสุดท้ายของมัธยม ตกบันไดและบาดเจ็บที่ขา ส่งผลให้การเคลื่อนไหวลดลงอย่างมาก
ปี 2016 เข้าร่วมรายการ My 600-lb Life ด้วยน้ำหนักประมาณ 919 ปอนด์ หรือ 417 กิโลกรัม
ระหว่างการรักษา น้ำหนักเพิ่มสูงสุดที่มีรายงานประมาณ 1,003 ปอนด์ หรือ 455 กิโลกรัม
หลังเข้ารับการรักษา ลดน้ำหนักได้มากกว่า 400 ปอนด์ และเคยลดลงเหลือประมาณ 548 ปอนด์ หรือ 249 กิโลกรัม
ก่อนช่วงติดตามผลปี 2018 สูญเสียแม่จากภาวะไตวาย กลายเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ช่วงหลังเสียแม่ กลับไปกินเพื่อรับมือความเศร้า น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง
17 กุมภาพันธ์ 2019 เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในรัฐเท็กซัส จากภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ ตามคำเปิดเผยของพ่อ

ปี 2016 เดิมพันชีวิตเดินทางไกลเพื่อรักษา

เมื่ออายุ 26 ปี Sean ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมรายการ My 600-lb Life พร้อมย้ายจากแคลิฟอร์เนียไปยังเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เพื่อรักษากับ นพ.ยูนัน โนว์ซาราดาน หรือ Dr. Now ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนัก การเดินทางครั้งนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งในรอบหลายปีที่เขาต้องลุกจากเตียงและออกจากสภาพแวดล้อมเดิม

Sean ยอมรับว่าเขากลัวว่าตัวเองอาจอยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือไม่ได้แล้ว เพราะการเดินทางด้วยน้ำหนักมากกว่า 400 กิโลกรัมมีความเสี่ยงสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากยังใช้ชีวิตแบบเดิม เขาเชื่อว่าตัวเองอาจเสียชีวิตในเวลาไม่นาน การย้ายไปฮิวสตันจึงเป็นทั้งความหวังและการเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

 

น้ำหนักพุ่งเกิน 455 กิโลกรัม แม้เริ่มแผนลดน้ำหนัก

เมื่อเข้าสู่การดูแลของ Dr. Now Sean ได้รับเป้าหมายให้ลดน้ำหนัก 100 ปอนด์ หรือประมาณ 45 กิโลกรัม ภายใน 2 เดือน พร้อมแผนอาหารควบคุมพลังงานอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนพฤติกรรมที่สะสมมานานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย และเขายังไม่สามารถทำตามแผนได้เมื่ออยู่ที่บ้าน

แทนที่น้ำหนักจะลดลง ตัวเลขบนเครื่องชั่งกลับเพิ่มเป็นประมาณ 1,003 ปอนด์ หรือราว 455 กิโลกรัม ทำให้ Sean ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทันที ภายใต้การควบคุมอาหารและการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด เขาสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 259 ปอนด์ หรือราว 117 กิโลกรัม ภายในเวลาประมาณ 2 เดือน

แต่เมื่อกลับไปอยู่กับแม่ วงจรเดิมเริ่มกลับมา Sean น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่ Renee มองว่าแผนอาหารเข้มงวดเกินไปและไม่อยากปล่อยให้ลูกหิว Dr. Now จึงให้ทั้งคู่เข้ารับการปรึกษาด้านจิตใจ เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ความรัก และการพึ่งพากันภายในครอบครัว

 

ลดได้กว่า 200 กิโลกรัม ความสำเร็จครั้งใหญ่ที่ยังเปราะบาง

หลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง Sean สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า 400 ปอนด์ โดยแหล่งข้อมูลของ TLC ระบุว่า ตลอดเส้นทางลดน้ำหนัก เขาลดได้มากกว่า 400 ปอนด์ หรือมากกว่า 181 กิโลกรัม มีรายงานว่าในช่วงท้ายของตอนแรก น้ำหนักของเขาลดลงเหลือประมาณ 548 ปอนด์ หรือราว 249 กิโลกรัม

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้มากขึ้นและมีความหวังว่าจะกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ การลดน้ำหนักยังเปิดทางให้ Sean เข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะตามกระบวนการรักษา อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ส่วนการควบคุมอาหารและการปรับพฤติกรรมยังต้องดำเนินต่อไปตลอดชีวิต

ความสำเร็จของ Sean จึงไม่เคยมั่นคงอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่ออกจากสภาพแวดล้อมซึ่งควบคุมอาหารได้ เขามีโอกาสกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม น้ำหนักของเขาจึงขึ้นลงอย่างมากระหว่างการอยู่โรงพยาบาลกับการกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน

พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ ซ้ำเติมชีวิตที่กำลังเริ่มต้นใหม่

หลังย้ายมาฮิวสตัน Sean ต้องเผชิญกับผลกระทบจากพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ในปี 2017 ที่พักของเขาได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม และทรัพย์สินจำนวนมากสูญหาย เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความไม่มั่นคงให้ชีวิตซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรักษาและปรับตัว

สำหรับคนที่เคลื่อนไหวลำบากและต้องพึ่งอุปกรณ์หรือผู้ดูแล การสูญเสียที่พักและทรัพย์สินไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางการเงิน แต่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวันด้วย ความเครียดจากภัยพิบัติจึงกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เส้นทางการลดน้ำหนักของเขายากขึ้น

สูญเสียแม่ คนที่เป็นทั้งผู้ดูแลและโลกทั้งใบ

จุดแตกหักครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ Renee เข้าโรงพยาบาลหลังมีอาการป่วย ก่อนเสียชีวิตจากภาวะไตวาย Sean เล่าเรื่องนี้ในตอนติดตามผลของ My 600-lb Life: Where Are They Now? โดยยอมรับว่าเขารู้สึกพังทลายและไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร เพราะแม่คือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา

แม้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะถูกตั้งคำถามว่าเป็นอุปสรรคต่อการลดน้ำหนัก แต่ Renee ก็เป็นคนที่ดูแล Sean มาเกือบตลอดชีวิต เธอทำอาหาร ช่วยอาบน้ำ จัดการเรื่องต่างๆ และอยู่ข้างเตียงในวันที่เขาไม่สามารถไปไหนได้ การเสียแม่จึงหมายถึงการสูญเสียทั้งบุคคลอันเป็นที่รักและระบบสนับสนุนหลักในเวลาเดียวกัน

หลังความสูญเสีย Sean กลับไปใช้อาหารเพื่อรับมือความเศร้าและความโดดเดี่ยวอีกครั้ง น้ำหนักของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีรายงานในช่วงติดตามผลว่า ครั้งหนึ่งเขาเพิ่มน้ำหนักถึง 278 ปอนด์ หรือประมาณ 126 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน จนน้ำหนักขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 766 ปอนด์ หรือราว 347 กิโลกรัม

ความพยายามใช้ชีวิตด้วยตัวเองที่ไม่เคยง่าย

หลังไม่มีแม่ Sean ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเองในสภาพร่างกายที่ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก เขาพยายามกลับเข้าสู่แผนลดน้ำหนักและเข้ารับการรักษาหลายครั้ง แต่เมื่อออกจากโรงพยาบาล น้ำหนักมักเพิ่มกลับอย่างรวดเร็ว วงจรลดแล้วเพิ่มจึงดำเนินต่อไปท่ามกลางภาวะเศร้าและความโดดเดี่ยว

ช่วงหนึ่งเขาสามารถลดน้ำหนักลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 500 ปอนด์ หรือประมาณ 227 กิโลกรัมได้อีกครั้ง ทว่าเส้นทางของ Sean ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกครั้งที่ต้องรับมือกับชีวิตเพียงลำพัง อาหารยังคงเป็นกลไกปลอบใจที่เขาคุ้นเคยที่สุด

TLC ระบุในภายหลังว่า แม้จะสูญเสียแม่ Sean ก็ยังพยายามเดินหน้าสู่ชีวิตที่แข็งแรงและมีความสุขมากขึ้น ความพยายามของเขาจึงไม่ใช่เรื่องของการไม่มีแรงใจ แต่สะท้อนว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งฝังรากจากบาดแผลและสภาพแวดล้อมมายาวนาน ต้องการการสนับสนุนต่อเนื่องมากกว่าการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว

กุมภาพันธ์ 2019 การติดเชื้อที่นำไปสู่จุดจบ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 Sean ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในรัฐเท็กซัส หลังมีภาวะติดเชื้อ ตามคำเปิดเผยของ Matt ผู้เป็นพ่อ เขาเข้ารับการรักษาอยู่ประมาณ 2 วัน ก่อนเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจในวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์

ทีมแพทย์สามารถช่วยกู้ชีพเขากลับมาได้ในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นไม่นานหัวใจของ Sean ก็หยุดเต้นอีกครั้ง และเขาเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 29 ปี ครอบครัวไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าการติดเชื้อเริ่มจากอวัยวะหรือบริเวณใด โดยพบสาเหตุว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ ด้วยผิวหนังที่ปริแตกและเป็นแผล จนเกิดการติดเชื้อเข้าร่างกายหลายแห่ง 

ภายหลังการเสียชีวิต TLC ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ พร้อมย้อนถึงวันที่ผู้ชมรู้จัก Sean ครั้งแรกในปี 2016 ขณะมีน้ำหนักมากกว่า 900 ปอนด์ และยกย่องความสำเร็จที่เขาเคยลดน้ำหนักได้มากกว่า 400 ปอนด์ การจากไปเกิดขึ้นก่อนวันเกิดอายุ 30 ปีเพียงไม่กี่เดือน

ปมที่ทำให้ Sean Milliken มีน้ำหนักมากกว่า 400 กิโลกรัม

หากย้อนกลับไปตลอดชีวิตของ Sean จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงข้อเดียวที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มสูงถึงระดับดังกล่าว จุดเริ่มต้นมาจากการใช้อาหารจัดการความกลัวและความรู้สึกผิดในวัยเด็ก ก่อนพัฒนาเป็นพฤติกรรมที่เกิดซ้ำและควบคุมได้ยากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

  • บาดแผลในวัยเด็ก Sean กล่าวหาว่าถูกพ่อตะโกนข่มขู่ ทำให้เขาใช้อาหารเป็นที่หลบภัยทางอารมณ์
  • การหย่าร้างของพ่อแม่ เขารู้สึกผิดและเชื่อว่าตัวเองอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวแตกแยก
  • ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับแม่ Renee ใช้อาหารปลอบใจลูกและมีความยากลำบากในการรักษาขอบเขตตามแผนอาหาร
  • อุบัติเหตุในช่วงมัธยม อาการบาดเจ็บที่ขาและข้อเท้าทำให้การเคลื่อนไหวลดลงอย่างมาก
  • การอยู่บนเตียงเป็นเวลาหลายปี ยิ่งเคลื่อนไหวน้อย ร่างกายยิ่งใช้พลังงานลดลงและพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น
  • ภัยพิบัติและการสูญเสีย เหตุพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์และการเสียชีวิตของแม่กระตุ้นให้เขากลับไปกินเพื่อรับมือความทุกข์
  • การขาดระบบสนับสนุนที่ต่อเนื่อง เขาลดน้ำหนักได้ดีในโรงพยาบาล แต่ประสบปัญหาเมื่อกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมหรือต้องใช้ชีวิตลำพัง

เรื่องราวนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อตัดสินว่า Sean เพียง “กินมากเกินไป” หรือโยนความผิดทั้งหมดให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัว ภาวะโรคอ้วนรุนแรงเป็นปัญหาซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต พฤติกรรม สภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ และความสามารถในการเข้าถึงการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ชีวิตที่ไม่ได้แพ้เพราะขาดความพยายาม

ตลอดเวลาที่อยู่ในรายการ Sean เคยลดน้ำหนักได้มากกว่า 400 ปอนด์ หรือกว่า 181 กิโลกรัม ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายได้อย่างมหาศาลเมื่อได้รับการดูแลที่เหมาะสม แต่การลดน้ำหนักระยะสั้นไม่สามารถลบพฤติกรรมและความเจ็บปวดที่สะสมมาตลอดชีวิตได้ในทันที

ความยากที่สุดของ Sean อาจไม่ใช่การเริ่มลดน้ำหนัก แต่เป็นการสร้างชีวิตใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งอาหารและไม่ต้องพึ่งแม่ เมื่อทั้งความเครียด ความโดดเดี่ยว และข้อจำกัดทางร่างกายกลับมาพร้อมกัน ความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นจึงเปราะบางและพร้อมย้อนกลับได้เสมอ จนกลับเข้าสู่วงจรเดิม

บทสรุปชีวิต Sean Milliken

Sean Milliken ชายผู้มีน้ำหนักกว่า 400 กิโลกรัม เริ่มต้นชีวิตด้วยบาดแผลจากครอบครัว ใช้อาหารหลบหนีความกลัว และสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวหลังอุบัติเหตุ เขาเคยมีน้ำหนักสูงสุดที่มีรายงานมากกว่า 455 กิโลกรัม ก่อนลดได้มากกว่า 181 กิโลกรัมภายใต้การรักษา แต่ต้องเผชิญกับน้ำหนักที่ขึ้นลงอย่างรุนแรงตลอดหลายปี

การเสียแม่ทำให้เขาสูญเสียคนที่เป็นทั้งผู้ดูแลและโลกทั้งใบ ขณะที่การพยายามใช้ชีวิตด้วยตนเองเกิดขึ้นพร้อมกับความเศร้า สุขภาพที่เปราะบาง และพฤติกรรมการกินซึ่งหยั่งรากมาตั้งแต่วัยเด็ก ในที่สุด Sean เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2019 จากภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อ โดยหัวใจหยุดเต้นหลังมีปัญหาการหายใจ

เรื่องราวของเขาจึงไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมของชายที่มีน้ำหนักมาก แต่เป็นบทเรียนว่าโรคอ้วนรุนแรงไม่สามารถแก้ได้ด้วยคำสั่งให้ “กินน้อยลง” เพียงอย่างเดียว การรักษาจำเป็นต้องดูแลทั้งร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อม เพื่อให้คนคนหนึ่งสามารถสร้างชีวิตที่ต่างจากอดีตได้อย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง

  1. TLC
  2. People
  3. Yahoo Entertainment
  4. Fox News
  5. Deadline
Read Entire Article