ทนายโกหกแทนลูกความได้ไหม? เปิดเส้นบางๆ ระหว่าง "การแก้ต่าง" กับ "การติดคุก"

17 hours ago 1
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

ทนายโกหกแทนลูกความ ถือว่ามีความผิดไหม? เปิดเส้นแบ่งระหว่าง “หน้าที่ทนาย” กับ “จริยธรรมวิชาชีพ”

ทนายโกหกแทนลูกความผิดไหม? เปิดหน้าที่จริงของทนายความ เส้นแบ่งระหว่างการปกป้องสิทธิ การรักษาความลับ และการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ

เมื่อเกิดคดีความขึ้น หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ถ้าทนายรู้ว่าลูกความทำผิด แต่ยังออกมาสู้คดี หรือพูดแทนลูกความ แบบนี้ถือว่าโกหกหรือไม่?” เพราะภาพจำของคนจำนวนไม่น้อยมองว่าทนายคือคนที่ต้อง “ช่วยให้ลูกความชนะคดี” จนบางครั้งเข้าใจว่าอาจต้องทำทุกวิถีทาง

แต่ในความเป็นจริง บทบาทของทนายความไม่ได้หมายถึงการสร้างเรื่องเท็จหรือปกปิดความจริง แต่คือการทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อให้ลูกความได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม

ทนายความมีหน้าที่ “ปกป้องสิทธิ” ไม่ใช่ “สร้างเรื่องโกหก”

หลักสำคัญของวิชาชีพทนายความ คือการเป็นตัวแทนทางกฎหมายของลูกความ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบข้อเท็จจริง นำเสนอข้อกฎหมาย และช่วยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างถูกต้อง

ดังนั้น แม้ลูกความจะถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ทนายยังสามารถรับว่าความได้ เพราะทุกคนมีสิทธิได้รับการต่อสู้คดีและมีสิทธิได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม

การที่ทนายยืนอยู่ฝ่ายจำเลย ไม่ได้หมายความว่าทนายเห็นด้วยกับการกระทำของลูกความ หรือกำลังช่วยปกปิดความผิด แต่เป็นการทำหน้าที่ให้ศาลพิจารณาจากหลักฐานและข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน

แล้วถ้าทนาย “โกหกแทนลูกความ” ผิดหรือไม่?

คำตอบคือ หากเป็นการจงใจสร้างข้อมูลเท็จ นำเสนอหลักฐานปลอม หรือหลอกลวงกระบวนการยุติธรรม อาจมีความผิดได้

แตกต่างจากการใช้สิทธิของทนาย เช่น

  • โต้แย้งว่าหลักฐานของฝ่ายตรงข้ามไม่น่าเชื่อถือ
  • ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับพยานหลักฐาน
  • เสนอข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ
  • ขอให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่ง

สิ่งเหล่านี้ถือเป็น “หน้าที่ในการต่อสู้คดี” ไม่ใช่การโกหก

แต่หากทนายรู้ข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นเช่นนั้น แล้วจงใจให้ข้อมูลเท็จต่อศาล หรือจัดทำหลักฐานปลอมเพื่อช่วยลูกความ ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ

ถ้าลูกความสารภาพกับทนาย ทนายต้องเปิดเผยหรือไม่?

อีกหนึ่งคำถามที่คนสงสัยมาก คือ “ถ้าลูกความบอกความจริงกับทนาย ทนายสามารถนำไปเปิดเผยได้หรือไม่?”

โดยหลักวิชาชีพ ทนายความมีหน้าที่รักษาความลับของลูกความ ข้อมูลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ไม่สามารถนำไปเปิดเผยตามอำเภอใจได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากลูกความหรือมีเหตุที่กฎหมายกำหนดไว้

หลักการรักษาความลับนี้เป็นส่วนสำคัญของความไว้วางใจระหว่างทนายกับลูกความ เพราะหากประชาชนไม่สามารถพูดความจริงกับทนายได้ การให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการต่อสู้คดีก็อาจไม่เกิดประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การรักษาความลับไม่ได้หมายความว่าทนายสามารถช่วยสร้างเรื่องเท็จ หรือร่วมมือกับลูกความเพื่อกระทำผิดได้

เส้นแบ่งสำคัญ: “แก้ต่าง” กับ “โกหก”

หลายครั้งความเข้าใจผิดเกิดจากการแยกไม่ออกระหว่างสองสิ่งนี้

การแก้ต่างให้ลูกความ (ทำได้)

  • ตรวจสอบว่าหลักฐานถูกต้องหรือไม่
  • ชี้ข้อผิดพลาดในกระบวนการ
  • อธิบายข้อกฎหมาย
  • นำเสนอเหตุผลที่เป็นประโยชน์ต่อลูกความ

การโกหกเพื่อช่วยลูกความ (ทำไม่ได้)

  • สร้างพยานหลักฐานปลอม
  • แต่งเรื่องหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง
  • ให้ข้อมูลเท็จต่อศาล
  • ช่วยให้บุคคลหลีกเลี่ยงความรับผิดโดยมิชอบ

ทนายผิดจรรยาบรรณ มีบทลงโทษอย่างไร?

ทนายความอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ด้าน “มรรยาททนายความ” ตามข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ซึ่งกำหนดพฤติกรรมที่ทนายต้องปฏิบัติและข้อห้ามต่าง ๆ

หากทนายฝ่าฝืน อาจถูกดำเนินการทางวินัยด้านมรรยาททนายความ โดยบทลงโทษขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของพฤติการณ์ เช่น การภาคทัณฑ์ การห้ามประกอบวิชาชีพตามระยะเวลาที่กำหนด หรือการลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความในกรณีร้ายแรง

ทำไมกฎหมายจึงยังต้องมี “ทนายให้ผู้ถูกกล่าวหา”?

ในมุมมองของกระบวนการยุติธรรม การมีทนายไม่ได้มีไว้เพื่อช่วยให้คนผิดพ้นผิดเท่านั้น แต่มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนบริสุทธิ์ถูกลงโทษ และทำให้ทุกฝ่ายได้รับโอกาสในการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเท่าเทียม

เพราะหน้าที่ของศาลคือการตัดสินจากพยานหลักฐาน ไม่ใช่จากกระแสสังคมหรือความคิดเห็นของคนทั่วไป

ดังนั้น การมีทนายอยู่ข้างผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ได้หมายความว่าทนายกำลัง “เข้าข้างคนผิด” เสมอไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมที่ให้ทุกคนมีสิทธิได้รับการต่อสู้ตามกฎหมาย

สรุป: ทนายโกหกแทนลูกความผิดไหม?

ทนาย สามารถปกป้องลูกความ แม้ลูกความจะถูกกล่าวหาว่าทำผิดได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรม

แต่ทนาย ไม่มีสิทธิสร้างเรื่องโกหก ปลอมหลักฐาน หรือหลอกลวงศาลเพื่อช่วยลูกความ เพราะอาจเป็นทั้งความผิดตามกฎหมายและผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ

เส้นแบ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ทนายกำลัง “ใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ” หรือกำลัง “บิดเบือนความจริงเพื่อช่วยให้ใครบางคนพ้นผิด”

แหล่งอ้างอิง

  • ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
  • พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528
  • แนวทางเกี่ยวกับมรรยาททนายความและหน้าที่รักษาความลับลูกความ
Read Entire Article