คนอเมริกันแห่เดินทางมาโกยการรักษาโรคที่ "เอเชีย" เกิดอะไรขึ้นกับวงการแพทย์โลก?
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อจุดประสงค์ของการเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การพักผ่อนหย่อนใจอีกต่อไป ล่าสุดรายงานข่าวจากสำนักข่าวระดับโลก ซีเอ็นเอ็น (CNN) ได้เปิดเผยปรากฏการณ์ใหม่ในแวดวงสาธารณสุขและการท่องเที่ยวระดับสากล เมื่อผู้ป่วยชาวอเมริกันจำนวนมากตัดสินใจหลั่งไหลเดินทางข้ามซีกโลกมายังภูมิภาคเอเชีย รวมถึงกลุ่มประเทศดาวรุ่งอย่าง ไทย เวียดนาม จีน และฟิลิปปินส์ เพื่อเข้ารับการบริการทางการแพทย์ ตั้งแต่การตรวจสุขภาพทั่วไป การทำทันตกรรม การศัลยกรรมตกแต่ง ไปจนถึงการผ่าตัดใหญ่และรักษาโรคมะเร็งขั้นสูง เนื่องจากสภาวะค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำลายสถิติใหม่
กองบรรณาธิการ Sanook News ได้รวบรวมข้อมูลเชิงสถิติและปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เพื่อวิเคราะห์ว่าเหตุใดเอเชียจึงกำลังกลายเป็น "ศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก" ที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากฝั่งตะวันตก
กรณีศึกษา: บินครึ่งค่อนโลกเพื่อประหยัดเงินเฉียดแสน
รายงานข่าวระบุถึงกรณีศึกษาของ "อิไซอัส" นักออกแบบและศิลปินจากเมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการตรวจวินิจฉัยพบเนื้องอกในถุงน้ำดี แม้จะไม่ใช่เนื้อร้ายแต่แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดออกภายในเวลาหนึ่งปี จากการประเมินค่าใช้จ่ายในสถานพยาบาลท้องถิ่นพบว่าเขาต้องรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนแรกเองสูงถึงเกือบ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 340,000 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินไปสำหรับเขา
อิไซอัสจึงตัดสินใจใช้บริการบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เพื่อเข้ารับการผ่าตัด ณ โรงพยาบาลในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งมีอัตราค่าบริการรวมทุกขั้นตอนต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 68,000 บาท) โดยกระบวนการผ่าตัดและพักฟื้นเสร็จสิ้นภายในเวลา 48 ชั่วโมง ส่งผลให้เขาสามารถใช้เวลาที่เหลือในการท่องเที่ยวตามหัวเมืองใหญ่ เช่น ฉงชิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ได้อย่างราบรื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยยินดีที่จะควบรวมการรักษาพยาบาลเข้ากับทริปพักผ่อนหากมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
เปิดเหตุผลเชิงโครงสร้าง: ทำไมเอเชียถึงชนะใจผู้ป่วยตะวันตก?
ซีชาน ซามาน (Zeeshan Zaman) ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ Clinics on Call ได้จำแนกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศในเอเชียกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ แทนที่ตลาดเดิมในแถบละตินอเมริกา เช่น เม็กซิโก หรือโคลอมเบีย ไว้ดังนี้:
- ปัญหาระยะเวลาการรอคิวในฝั่งตะวันตก: ระบบสาธารณสุขในสหรัฐฯ และยุโรปเผชิญภาวะคอขวด ผู้ป่วยต้องรอคิวพบแพทย์เฉพาะทางเป็นเวลานานหลายเดือน ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนในเอเชียสามารถบริหารจัดการตารางเวลาและเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ภายในไม่กี่สัปดาห์
- ส่วนต่างราคาที่ห่างกันมหาศาล: ตัวอย่างเช่น นวัตกรรมการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยระบบภูมิคุ้มกันบำบัด CAR-T ในยุโรปหรือสหรัฐฯ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17 ล้านบาท) แต่ในเอเชียสามารถเข้าถึงได้ในราคาประมาณ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านบาท) เท่านั้น
- คุณภาพและการรับรองมาตรฐานสากล: โรงพยาบาลระดับนำในเอเชียต่างได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI (Joint Commission International) มีการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย และแพทย์ส่วนใหญ่จบการศึกษาจากสถาบันชั้นนำในฝั่งตะวันตก
ธุรกิจนายหน้าการแพทย์บูม รับตลาดทองคำจากสหรัฐฯ
ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้ธุรกิจเอเจนซี่และที่ปรึกษาด้านการแพทย์ (Medical Broker) เติบโตตามไปด้วย ดังเช่นกรณีของ "เอมี บริลลู-อ็อกเดน" ติ๊กต็อกเกอร์ชาวอังกฤษที่รีวิวการบินไปตรวจร่างกายระบบรวมที่ปักกิ่งในราคา 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่าการรอคิวระบบรัฐในอังกฤษ วิดีโอของเธอมีผู้เข้าชมกว่า 1.8 ล้านครั้ง และมีคนสอบถามข้อมูลจำนวนมากจนเธอสามารถตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตนเองได้
อย่างไรก็ตาม ฉือเจี่ย หยู่ (Shijie Yu) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Medora Health ให้ความเห็นชี้แนะว่า ธุรกิจประเภทนี้มีความซับซ้อนในเชิงปฏิบัติการสูงมาก เนื่องจากต้องใช้เวลาในการให้คำปรึกษาแก่คนไข้แต่ละรายไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง เพื่อวางแผนการรักษา ประสานงานด้านภาษา และการดูแลหลังผ่าตัด แต่ถึงกระนั้น ทุกประเทศในเอเชียยังคงเร่งทำการตลาดอย่างเต็มที่เพื่อดึงดูดผู้ป่วยจากสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกลุ่มนี้ถือเป็นตลาดทองคำที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน
- 10 ประเทศ “มีความสุขที่สุดในโลก” ปี 2026 แชมป์เจ้าเดิม 8 สมัยซ้อน มีเหตุผลเงินซื้อไม่ได้!
- อังกฤษส่อแวว "เศรษฐีย้ายออก" มากสุดในโลก แล้วคนรวยแห่ "ย้ายเข้า" ไปอยู่ที่ไหนปีนี้?!


11 hours ago
1





English (US) ·