หากใครกำลังวางแผนจะเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ในช่วงนี้ แล้วรู้สึกว่าทำไมสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ถึงมีราคาเปิดตัวที่แพงขึ้นผิดปกติ คุณไม่ได้คิดไปเองแน่นอน เพราะล่าสุด Carl Pei ซีอีโอ Nothing ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่าน X (Twitter) ถึงวิกฤตราคาชิ้นส่วนที่กำลังสั่นคลอนอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนทั่วโลกในปี 2026 นี้

1. จุดเปลี่ยนอุตสาหกรรม เมื่อชิปความจำ แพงกว่าหน้าจอและซีพียู
เป็นเวลากว่า 15 ปี ที่อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนขับเคลื่อนด้วยสมมติฐานเดียวคือ ชิ้นส่วนจะถูกลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา ซึ่งทำให้ผู้ผลิตสามารถอัปเกรดความจุและเพิ่มความเร็วเครื่องในรุ่นใหม่ได้ทุกปีโดยไม่ต้องขึ้นราคา
ทว่าในปี 2026 สมมติฐานนั้นได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบัน Memory (ชิปความจำ) กลายเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดในสมาร์ทโฟน โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของต้นทุนค่าฮาร์ดแวร์ทั้งหมด (Bill of Materials) ไปแล้ว
กรณีศึกษาจาก Nothing Phone (4a) ทาง Carl Pei เปิดเผยว่า ต้นทุนชิปความจำของ Phone (4a) พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่า ในช่วงระหว่างกระบวนการพัฒนาจนถึงวันเปิดตัว และหลังจากเปิดตัววางจำหน่ายแล้ว ราคาต้นทุนชิปความจำก็ยังคงพุ่งสูงขึ้นอีก 2 เท่า อย่างต่อเนื่อง

2. ตัวการสำคัญ สงครามแย่งชิ้นส่วนระหว่าง สมาร์ทโฟน และ AI Data Center
สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาชิปความจำพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ มาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI)
บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์และ AI (Hyperscalers) ทั่วโลก ต่างต้องการชิปความจำประสิทธิภาพสูงไปใช้ในระบบโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรการผลิต โดยกลุ่มทุน AI เหล่านี้ได้ทำการล็อกโควตาและกว้านซื้อกำลังการผลิตเวเฟอร์ซิลิคอน (Silicon Wafer) จากโรงงานผู้ผลิตล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี
เมื่อความต้องการทั่วโลกสูงขึ้น แต่กำลังการผลิตมีจำกัด ส่งผลให้ราคาชิปความจำสำหรับสมาร์ทโฟนดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ชิปความจำบางรุ่นราคาปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่า (3x)
- โมดูลความจำระดับท็อป (Top-tier models) ที่เคยมีต้นทุนไม่ถึง $20 ในปีก่อน มีแนวโน้มที่จะพุ่งทะลุ $100 ภายในสิ้นปีนี้
3. ผลกระทบต่อผู้บริโภค ราคาเครื่องแพงขึ้น สเปคอาจลดลง
เมื่อต้นทุนการผลิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แบรนด์สมาร์ทโฟนทั่วโลกจึงเหลือทางเลือกเพียง 2 ทางหลักๆ คือ “ยอมปรับราคาวางจำหน่ายสูงขึ้น 30% หรือมากกว่า” หรือ “ยอมลดสเปคเครื่องลง” เพื่อประคองราคาเดิม
ผลกระทบนี้เริ่มแสดงให้เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
- ราคาเปิดตัวพุ่งสูงขึ้น : สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เปิดตัวด้วยราคาที่แพงกว่ารุ่นก่อนหน้า สูงถึง $100 (ประมาณ 3,500 บาท)
- ผลกระทบในตลาดต่างประเทศ : ในประเทศอินเดีย สมาร์ทโฟนในกลุ่มราคาตั้งแต่ 30,000 รูปีขึ้นไป มีราคาปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมถึง 7,000 รูปี (ประมาณ 3,000 บาท) หรือมากกว่านั้น
- ตลาดระดับเริ่มต้นและระดับกลางหดตัว : คาดการณ์ว่าตลาดสมาร์ทโฟนระดับ Entry และ Mid-tier อาจมีขนาดหดตัวลงกว่า 20% เนื่องจากแบรนด์เน้นสเปคคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ Carl Pei ยังระบุด้วยว่า ในสภาวะขาดแคลนชิ้นส่วนเช่นนี้ แบรนด์มือถือไม่สามารถใช้เงินเพื่อเลือกซื้อความจุได้ตามใจชอบ แต่ต้องพึ่งพาระบบจัดสรรจากโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนเท่านั้น คือ ได้โควตามาเท่าไหร่ก็ต้องเอาเท่านั้น และต้องจ่ายในราคาตลาด ณ ปัจจุบัน
4. กลยุทธ์ของ Nothing เมื่อสงครามสเปคจบลง ดีไซน์และประสบการณ์คือทางรอด
สำหรับแบรนด์ Nothing วิกฤตครั้งนี้กลับถูกมองว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญ แม้ว่าสมาร์ทโฟนของ Nothing จะต้องปรับราคาขึ้นตามกลไกตลาด โดยเฉพาะในรุ่นใหม่ ที่จะมีการอัปเกรดชิ้นส่วนความจุไปใช้มาตรฐาน UFS 3.1 ก็ตาม
Carl Pei มองว่าปี 2026 คือปีที่ สงครามสเปคบนกระดาษสิ้นสุดลง การแข่งขันที่เน้นความคุ้มค่าของตัวเลขสเปคต่อราคา จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
เนื่องจาก Nothing เป็นแบรนด์รุ่นใหม่ที่ไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนจำนวนมหาศาลเหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมมาตั้งแต่แรก ทำให้แบรนด์ต้องเน้นนวัตกรรมที่แตกต่าง โดยหันไปโฟกัสที่ งานดีไซน์ที่ใส่ใจ รูปลักษณ์ภายนอก สัมผัสการใช้งาน และระบบปฏิบัติการที่ลื่นไหล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นจุดต่างที่แท้จริงในยุคที่มือถือไม่สามารถอัดสเปคแข่งกันได้อีกต่อไป
คำแนะนำสำหรับผู้ที่กำลังจะซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่
หากใครกำลังลังเลว่าจะซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ดีหรือไม่ หรือกำลังรอเทศกาลลดราคาช่วงปลายปี Carl Pei ได้ให้คำแนะนำที่ตรงไปตรงมาว่า
สรุปสั้นๆ คือ หากเจอสมาร์ทโฟนรุ่นที่ถูกใจในราคาปัจจุบันและมีความจำเป็นต้องใช้งาน การตัดสินใจซื้อทันทีอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่กระแสการปรับราคาขึ้นรอบใหม่จะขยายวงกว้างในวงการมือถือ หรือหมายถึงการขึ้นราคากลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกแบรนด์ทำกันนั่นเอง ซึ่งน่าจะยาวไปจนถึงปีหน้าเลย
ที่มา : Carl Pei

12 hours ago
2







English (US) ·