ปิดตำนาน "รถเมล์ครีมแดง" เตรียมเปลี่ยนเป็นรถ EV คนใช้ประจำอ่วม ค่ารถพุ่งเท่าตัว!

5 hours ago 2
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

เตรียมยกเลิก รถเมล์ครีมแดง 8 บาท ขสมก. เปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้าปรับอากาศ เริ่มปี 2570 เช็กค่าโดยสารใหม่ก่อนเริ่มวิ่ง

ภาพจำของรถเมล์ครีม-แดง ค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน เมื่อองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เตรียมนำรถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า 1,520 คัน เข้ามาทดแทนรถเมล์ร้อนรุ่นเก่าที่ใช้งานมาอย่างยาวนาน

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มาพร้อมทั้งข้อดีและคำถามสำคัญ ผู้โดยสารจะได้ใช้รถใหม่ที่มีเครื่องปรับอากาศ ลดมลพิษ และมีระบบทันสมัยขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ค่าโดยสารอาจขยับจาก 8 บาทตลอดสาย เป็นประมาณ 15-25 บาทตามระยะทาง ซึ่งอาจกลายเป็นรายจ่ายก้อนใหม่ของคนที่ต้องนั่งรถเมล์ไปทำงานทุกวัน

รถเมล์ครีม-แดง 8 บาท จะเลิกวิ่งเมื่อไหร่?

ขสมก. ยังไม่ได้กำหนดวันยุติการให้บริการรถเมล์ครีม-แดงทุกคันพร้อมกัน แต่จะทยอยปลดระวางตามการส่งมอบและนำรถเมล์ไฟฟ้าชุดใหม่ออกให้บริการ ดังนั้น ผู้โดยสารจะยังไม่ได้เห็นรถเมล์ร้อนหายไปจากถนนทันทีในวันเดียว

ตามกำหนดปัจจุบัน รถเมล์ EV ชุดแรกจะส่งมอบภายในเดือนมีนาคม 2570 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบ ทดสอบ และฝึกอบรมพนักงานขับรถอีกราว 2 สัปดาห์ จากนั้นจึงเริ่มทยอยออกให้บริการและเข้าแทนที่รถเมล์ครีม-แดงตามเส้นทางที่กำหนด

ขสมก. เช่ารถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน ไม่ใช่การซื้อรถ

โครงการนี้เป็นการเช่าบริการรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาดแบบครบวงจร ไม่ใช่การซื้อรถมาเป็นทรัพย์สินของ ขสมก. โดยมีระยะเวลาสัญญา 7 ปี และมีมูลค่าสัญญาประมาณ 14,905 ล้านบาท

ขสมก. ลงนามในสัญญากับบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ก่อนออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของ ขสมก. ระบุมูลค่าสัญญาไว้ที่ 14,904,720,270 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเมื่อปัดตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 14,905 ล้านบาท

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX รับหน้าที่จัดหารถ โดยประกอบภายในประเทศที่โรงงานของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด หรือ AAB ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะที่บริษัท นครชัยแอร์ยังคงเป็นคู่สัญญาโดยตรงกับ ขสมก.

ทำไมรถเมล์ EV ทั้ง 1,520 คัน จึงเหลือผู้ผลิตจีนเพียงรายเดียว?

แผนเดิมกำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตจีน 2 ราย ได้แก่ Foton จำนวน 1,000 คัน และ CRRC จำนวน 520 คัน แต่ภายหลัง Foton ถอนตัว ทำให้ CRRC ต้องรับหน้าที่ผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนโครงสร้างสำหรับรถทั้ง 1,520 คัน

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเรื่องกำลังการผลิตและความสามารถในการส่งมอบตามกำหนด อย่างไรก็ตาม ชิ้นส่วนโครงตัวถังล็อตแรกสำหรับรถ 40 คันเดินทางถึงท่าเรือแหลมฉบังแล้วเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 และถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการประกอบในประเทศ

โรงงานระบุว่ามีกำลังประกอบสูงสุดประมาณ 15 คันต่อวัน สูงกว่าเป้าหมายขั้นต่ำตามแผนที่กำหนดไว้วันละ 12 คัน ขณะที่รถต้นแบบ 2 คันได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เพื่อใช้ทดสอบระบบความปลอดภัยและความเหมาะสมกับสภาพถนน

กำหนดส่งมอบรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน แบ่งเป็น 3 งวด

รถเมล์ไฟฟ้าจะไม่ได้เข้าประจำการพร้อมกันทั้งหมด แต่แบ่งการส่งมอบออกเป็น 3 งวด ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2570 ดังนี้

งวดส่งมอบ จำนวนรถ กำหนดส่งมอบ
งวดที่ 1 500 คัน ภายในวันที่ 30 มีนาคม 2570
งวดที่ 2 500 คัน ภายในวันที่ 30 เมษายน 2570
งวดที่ 3 520 คัน ภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2570
รวม 1,520 คัน ครบภายในเดือนพฤษภาคม 2570

หลังรับมอบ รถแต่ละล็อตจะต้องผ่านการตรวจระบบ ทดสอบการใช้งานบนถนน และให้พนักงานขับรถฝึกสร้างความคุ้นเคยประมาณ 2 สัปดาห์ จึงอาจไม่ได้ออกวิ่งทันทีในวันส่งมอบ การเริ่มให้บริการจริงของแต่ละเส้นทางจึงต้องติดตามประกาศจาก ขสมก. อีกครั้ง

รถเมล์ EV ขสมก. จะเริ่มวิ่งเส้นทางไหนบ้าง?

นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า ในระยะแรกมีแผนนำรถเมล์ไฟฟ้าไปให้บริการประมาณ 50 เส้นทาง จากเส้นทางทั้งหมดของ ขสมก. ราว 107 เส้นทาง โดยเน้นพื้นที่ใจกลางเมืองและเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างชานเมืองกับเขตเมือง

อย่างไรก็ตาม รายชื่อสายรถเมล์ทั้ง 50 เส้นทางยังต้องรอประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ ผู้โดยสารจึงยังไม่ควรสรุปว่ารถเมล์ครีม-แดงในสายที่ใช้ประจำจะหยุดวิ่งตั้งแต่เดือนมีนาคม 2570 ทันที

ปัจจุบัน ขสมก. รองรับผู้โดยสารในวันธรรมดาประมาณ 500,000-600,000 คนต่อวัน การทยอยเปลี่ยนรถจำนวนมากจึงต้องทำควบคู่กับการบริหารเส้นทาง จำนวนเที่ยว และความพร้อมของอู่จอดรถ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินทางของประชาชน

รถเมล์ไฟฟ้าชาร์จที่ไหน วิ่งได้ไกลเท่าไรต่อการชาร์จ?

ขสมก. เตรียมปรับปรุงอู่จอดรถ 12 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้รองรับสถานีชาร์จ โดยมีพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ อู่เชียงราก อู่เคหะสมุทรปราการ และอู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่

แผนการชาร์จไฟจะเน้นช่วงเวลา 22.00-04.00 น. เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงและเตรียมรถให้พร้อมก่อนเริ่มให้บริการในวันถัดไป ตั้งเป้าชาร์จแบตเตอรี่ประมาณ 80% ซึ่งคาดว่าจะทำให้รถวิ่งได้ไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

ค่าโดยสารรถเมล์ EV 15-25 บาท เริ่มใช้เมื่อไหร่?

รถเมล์ครีม-แดงในปัจจุบันคิดค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสาย ขณะที่รถปรับอากาศมีโครงสร้างค่าโดยสารตามระยะทาง การประเมินเบื้องต้นจึงอยู่ที่ประมาณ 15-25 บาทต่อเที่ยว ขึ้นอยู่กับระยะทางที่ผู้โดยสารเดินทาง

อย่างไรก็ตาม อัตราที่ประชาชนต้องจ่ายจริงเมื่อรถ EV เริ่มให้บริการ รวมถึงส่วนลด สิทธิผู้โดยสาร และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อย ยังต้องติดตามประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ตัวเลข 15-25 บาทจึงควรเข้าใจว่าเป็นกรอบค่าโดยสารตามโครงสร้างรถปรับอากาศที่ถูกนำมาใช้ประเมินในขณะนี้

คำนวณค่าโดยสารรถเมล์ EV คนทำงานอาจจ่ายเพิ่มปีละเท่าไร?

หากสมมติว่าผู้โดยสารเดินทางไปทำงานและกลับบ้านวันละ 2 เที่ยว จำนวน 22 วันต่อเดือน หรือรวม 44 เที่ยวต่อเดือน ค่าเดินทางของรถเมล์ครีม-แดงราคา 8 บาทจะอยู่ที่ 352 บาทต่อเดือน หรือ 4,224 บาทต่อปี

หากเปลี่ยนเป็นรถเมล์ปรับอากาศ EV ราคา 15 บาทต่อเที่ยว ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มเป็น 660 บาทต่อเดือน หรือ 7,920 บาทต่อปี ส่วนผู้ที่เดินทางไกลและจ่ายเที่ยวละ 25 บาท จะเสียค่าเดินทาง 1,100 บาทต่อเดือน หรือ 13,200 บาทต่อปี

อัตราค่าโดยสารสมมติ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ค่าใช้จ่ายต่อปี เพิ่มจากรถเมล์ 8 บาทต่อปี
รถเมล์ร้อน 8 บาทตลอดสาย 352 บาท 4,224 บาท -
รถเมล์ EV เที่ยวละ 15 บาท 660 บาท 7,920 บาท 3,696 บาท
รถเมล์ EV เที่ยวละ 25 บาท 1,100 บาท 13,200 บาท 8,976 บาท

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นตัวอย่างการคำนวณจากการเดินทางวันละ 2 เที่ยว เดือนละ 22 วัน เป็นเวลา 12 เดือน ยังไม่รวมวันหยุด ค่าโดยสารพิเศษ สิทธิส่วนลด และการเปลี่ยนแปลงอัตราที่อาจประกาศในอนาคต

ตัวเลขส่วนต่างจึงอยู่ที่ประมาณ 3,700-9,000 บาทต่อคนต่อปี หากต้องต่อรถมากกว่าหนึ่งสาย ค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นอีก ขณะเดียวกัน ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนใช้รถเมล์เป็นประจำก็จะต้องรับภาระเพิ่มตามจำนวนเที่ยวและจำนวนผู้โดยสาร

ขสมก. เปลี่ยนมาใช้รถเมล์ EV แล้วประหยัดอะไรบ้าง?

ขสมก. ประเมินว่าระบบเช่ารถเมล์ไฟฟ้าจะช่วยลดต้นทุนองค์กรได้ประมาณ 4,100 ล้านบาทต่อปี โดยมาจากค่าเหมาซ่อมบำรุงที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาท และการเปลี่ยนจากค่าเชื้อเพลิงราว 2,000 ล้านบาทต่อปี เป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 800 ล้านบาท ช่วยประหยัดส่วนนี้อีกประมาณ 1,200 ล้านบาท

เมื่อนำสองส่วนมารวมกันจะคิดเป็นประมาณ 3,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกราว 900 ล้านบาท ขสมก. ประเมินว่าจะมาจากการลดภาระด้านบุคลากรในระยะยาว ตัวเลขทั้งหมดเป็นประมาณการของหน่วยงาน ซึ่งต้องติดตามผลประหยัดจริงหลังรถเริ่มให้บริการเต็มระบบ

มาตรการช่วยค่าโดยสารรถเมล์ EV มีหรือไม่?

นี่เป็นประเด็นที่ผู้โดยสารจับตามองมากที่สุด เพราะการเปลี่ยนจาก 8 บาทตลอดสายไปเป็นค่าโดยสารตามระยะทางอาจกระทบคนรายได้น้อย ผู้สูงอายุ นักเรียน และคนทำงานที่ต้องเดินทางทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลปัจจุบันระบุว่า ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงแนวทางจัดทำระบบค่าโดยสารร่วมในอนาคต แต่ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าใครจะได้รับสิทธิ วงเงินเท่าไร และจะเริ่มใช้พร้อมรถ EV ล็อตแรกหรือไม่

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือสิทธิของผู้ถือตั๋วรายเดือนและระบบตั๋วร่วม หากสามารถกำหนดเพดานค่าโดยสารหรือคิดค่าเดินทางรวมเมื่อเปลี่ยนสายได้ ก็อาจช่วยลดผลกระทบต่อผู้โดยสารประจำ แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายที่ประชาชนสามารถนำไปวางแผนค่าใช้จ่ายได้

ขสมก. เตรียมรถเมล์ EV เฟส 2 เพิ่มอีกประมาณ 800 คัน

นอกจากรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คันในเฟสแรกแล้ว ขสมก. ยังเสนอของบประมาณมากกว่า 8,000 ล้านบาท เพื่อจัดหารถ EV เพิ่มอีกประมาณ 800 คันในเฟสที่ 2 โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากโครงการได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะเริ่มทยอยรับมอบรถในปี 2571 ซึ่งจะทำให้จำนวนรถเมล์พลังงานไฟฟ้าในระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จำนวนรถ วงเงิน และกำหนดการยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ

สรุป รถเมล์ใหม่สะดวกขึ้น แต่โจทย์ค่าโดยสารยังรอคำตอบ

การนำรถเมล์ไฟฟ้าปรับอากาศ 1,520 คันเข้ามาทดแทนรถเมล์ครีม-แดง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบขนส่งสาธารณะกรุงเทพฯ ผู้โดยสารจะได้รถใหม่ ลดควันจากท่อไอเสีย มีเครื่องปรับอากาศ และคาดหวังบริการที่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง ความกังวลเรื่องค่าโดยสารยังไม่ได้รับคำตอบครบถ้วน หากเก็บจริงที่ 15-25 บาท คนทำงานที่ใช้รถเมล์ไปกลับทุกวันอาจจ่ายเพิ่มประมาณ 3,696-8,976 บาทต่อปี และยิ่งสูงขึ้นหากต้องต่อรถหลายสาย

ก่อนที่รถล็อตแรกจะเข้าสู่ระบบในปี 2570 สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียงรถใหม่ แต่รวมถึงโครงสร้างค่าโดยสาร สิทธิของผู้โดยสารประจำ และมาตรการช่วยเหลือที่ประกาศอย่างชัดเจน เพราะการพัฒนาระบบขนส่งจะสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อบริการดีขึ้นพร้อมกับราคาที่ยังอยู่ในระดับที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

Read Entire Article