ฝีดาษลิง (Mpox) คืออะไร? เช็กอาการ ตุ่มแบบไหน ขึ้นตรงไหนบ้าง ติดต่ออย่างไร และรักษาได้ไหม
มีตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ โดยเฉพาะหลังสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ฝีดาษลิง หรือโรคเอ็มพอกซ์ (Mpox) เป็นหนึ่งในโรคที่แพทย์อาจพิจารณาตรวจ บางคนมีไข้ ปวดเมื่อย หรือต่อมน้ำเหลืองโตก่อนเห็นผื่น แต่บางคนเริ่มจากตุ่มเพียงไม่กี่จุดและไม่มีไข้ก็ได้ สิ่งที่ควรสังเกตควบคู่กันคือ ลักษณะของตุ่ม ตำแหน่งที่ขึ้น และประวัติสัมผัสเสี่ยงในช่วง 21 วันที่ผ่านมา

ฝีดาษลิงมีที่มาอย่างไร ทำไมถึงใช้ชื่อ Mpox?
โรคนี้เกิดจากไวรัสเอ็มพอกซ์ (Monkeypox virus) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Orthopoxvirus เดียวกับไวรัสที่ก่อโรคไข้ทรพิษ แต่เป็นไวรัสคนละชนิด ชื่อเดิม “ฝีดาษลิง” มาจากการพบเชื้อครั้งแรกในลิงที่เลี้ยงเพื่อการวิจัยเมื่อปี 2501 ส่วนผู้ป่วยมนุษย์รายแรกที่มีการบันทึกพบในปี 2513 ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
เชื้อสามารถติดสัตว์หลายชนิด รวมถึงสัตว์ฟันแทะ และแพร่จากคนสู่คนได้ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้ชื่อ Mpox เพื่อลดการตีตรา ส่วนคำว่า “ฝีดาษลิง” และ “ฝีดาษวานร” ยังเป็นชื่อที่หลายคนคุ้นเคยในภาษาไทย
อาการฝีดาษลิงเป็นอย่างไร? เช็กทั้งไข้ ต่อมน้ำเหลือง และตุ่ม
อาการอาจเริ่มภายใน 1–21 วันหลังสัมผัสเชื้อ และมักกินเวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง อ่อนเพลีย เจ็บคอ หรือต่อมน้ำเหลืองโต เช่น ที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ลำดับอาการต่างกันได้ บางคนมีอาการคล้ายไข้หวัดก่อน ขณะที่บางคนสังเกตเห็นผื่นหรือตุ่มเป็นอย่างแรก
- ตุ่มหน้าตาเป็นอย่างไร? อาจเริ่มจากรอยแบนหรือตุ่มนูน แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำ ตุ่มหนอง และตกสะเก็ด ตุ่มอาจเจ็บ และบางคนมีอาการคันระหว่างที่แผลกำลังหาย
- ตุ่มขึ้นตรงไหน? พบได้ที่ใบหน้า ลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในปาก รอบอวัยวะเพศ หรือทวารหนัก บางคนมีเพียงไม่กี่ตุ่มในบริเวณเดียว
- อาการแบบไหนควรตรวจ? หากมีตุ่มหรือแผลใหม่ที่อธิบายไม่ได้ โดยเฉพาะหลังสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ควรติดต่อสถานพยาบาล ผื่นจากหลายโรคอาจคล้ายกัน แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากรอยโรคเพื่อตรวจยืนยันด้วยวิธี PCR
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
ฝีดาษลิงติดต่อทางไหน?
การแพร่เชื้อจากคนสู่คนเกิดได้เมื่อสัมผัสผื่น ตุ่ม แผล หรือสะเก็ดของผู้ติดเชื้อโดยตรง เช่น ระหว่างกอด จูบ หรือมีเซ็กซ์ การอยู่ใกล้ชิดแบบเผชิญหน้ากันเป็นเวลานานก็อาจทำให้สัมผัสอนุภาคจากทางเดินหายใจได้ อีกช่องทางคือการใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องนอนที่ปนเปื้อนเชื้อร่วมกัน และผู้ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์สามารถส่งเชื้อไปยังทารกในครรภ์ได้
สำหรับการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน ความเสี่ยงเกิดจากการถูกสัตว์ติดเชื้อกัดหรือข่วน การสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือรอยโรคของสัตว์ รวมถึงการจัดการซากสัตว์หรือกินเนื้อสัตว์ติดเชื้อที่ปรุงไม่สุก ผู้ป่วยยังแพร่เชื้อได้จนกว่าแผลทุกจุดจะหาย สะเก็ดหลุดหมด และมีผิวใหม่ขึ้น
ฝีดาษลิงอันตรายแค่ไหน?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจปวดแผลมาก มีแผลติดเชื้อแบคทีเรีย ขาดน้ำเพราะเจ็บปากจนดื่มน้ำลำบาก หรือมีรอยโรคที่ตาซึ่งอาจกระทบการมองเห็น กลุ่มที่เสี่ยงอาการรุนแรง ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีระยะลุกลาม
หากมีผื่นหรือตุ่มร่วมกับ ปวดตา ตามัว หายใจลำบาก ดื่มน้ำไม่ได้ หรือปวดแผลมาก ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว หากสงสัยว่าเป็นเอ็มพอกซ์ ให้แจ้งสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการเพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมการดูแลได้เหมาะสม
ฝีดาษลิงรักษาอย่างไร?
การรักษาส่วนใหญ่เน้นบรรเทาอาการ เช่น ลดไข้ ลดปวด ดื่มน้ำให้เพียงพอ และดูแลแผลให้สะอาด ควรหลีกเลี่ยงการเกา แกะ หรือเจาะตุ่ม เพราะอาจทำให้แผลติดเชื้อและเพิ่มโอกาสแพร่เชื้อไปยังผิวส่วนอื่น หากมีอาการรุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์จะพิจารณาการดูแลเพิ่มเติมตามอาการและภาวะแทรกซ้อนของแต่ละราย
สงสัยว่าติดเชื้อ ควรทำอย่างไรระหว่างรอตรวจ?
- เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด รวมถึงการกอด จูบ และมีเซ็กซ์ ระหว่างรอตรวจ หากยืนยันว่าติดเชื้อ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จนพ้นระยะแพร่เชื้อ
- แยกของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนอน ล้างมือหลังสัมผัสแผลหรือของใช้ที่อาจปนเปื้อน
- ปิดรอยโรคและสวมหน้ากากเมื่อจำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้อื่น เช่น ระหว่างเดินทางไปพบแพทย์
- แจ้งประวัติสัมผัสเสี่ยงแก่แพทย์ หากเพิ่งสัมผัสผู้ป่วย ให้ติดต่อสถานพยาบาลโดยเร็วเพื่อประเมินว่าควรรับวัคซีนหลังสัมผัสหรือไม่
ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสในบริเวณที่ปกคลุม แต่ยังมีโอกาสติด ฝีดาษลิง (Mpox) จากผิวหนังส่วนอื่นที่มีรอยโรคได้ หากเพิ่งสัมผัสเสี่ยงแล้วเริ่มมีตุ่มหรือแผลใหม่ ควรแจ้งประวัติและเข้ารับการตรวจ แม้จะไม่มีไข้ก็ตาม

11 hours ago
1





English (US) ·