รู้หรือไม่ แม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ สายเราเห็นในปัจจุบัน เกิดจากฝีมือมนุษย์ สายเดิมในอดีตกลายเป็นแค่คลอง
หากพูดถึง "แม่น้ำเจ้าพระยา" ทุกคนย่อมเห็นภาพสายน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลผ่ากลางเมืองหลวง ทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนกรุง และเป็นเส้นแบ่งผังเมืองระหว่าง "ฝั่งพระนคร" กับ "ฝั่งธนบุรี" มานานนับศตวรรษ
แต่รู้หรือไม่ว่า รูปร่างของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติล้วน ๆ แต่เกือบครึ่งสายเกิดขึ้นจาก "ฝีมือมนุษย์ขุดขึ้นมา" ตั้งแต่สมัยอยุธยา!
แม่น้ำเจ้าพระยาเดิมคดเคี้ยวเป็น "เกือกม้า" พายเรืออ้อมเกือบทั้งวัน
ย้อนกลับไปในอดีต แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเมืองบางกอกไม่ได้ไหลตรงเป็นแนวแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ทว่ามีลักษณะคดเคี้ยวเลี้ยวลดเป็นคุ้งน้ำขนาดมหึมาคล้ายเกือกม้า
-
กระแสน้ำจะไหลมาจากทางเหนือ ผ่านหน้าโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน
-
จากนั้นจะ หักเลี้ยวอ้อมโค้งใหญ่ไปทางทิศตะวันตก
-
แล้วค่อยวนวกกลับลงมาทางทิศใต้ ผ่านมาทางปากคลองตลาด และหน้าวัดอรุณฯ
ความคดเคี้ยวนี้ทำให้เรือสินค้าต่างชาติและเรือราษฎรต้องเสียเวลาพายเรืออ้อมคุ้งน้ำใหญ่เป็นวัน ๆ เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา
จุดพลิกประวัติศาสตร์: "คลองลัดบางกอก" สู่แม่น้ำสายหลักของเมืองหลวง
เพื่อแก้ปัญหานี้ ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระไชยราชาธิราช (ราวปี พ.ศ. 2065–2085) จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุด "คลองลัดบางกอก" ขึ้น เพื่อตัดตรงเชื่อมระหว่างส่วนหัวและส่วนท้ายของคุ้งน้ำ (เชื่อมตั้งแต่ช่วงท่าพระจันทร์/ศิริราช ทะลุมาถึงปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน) ย่นระยะทางการเดินเรือให้เหลือเพียงนิดเดียว
และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนโฉมหน้าแผ่นดิน:
-
คลองขุดกลายเป็นแม่น้ำ: เมื่อมีทางลัดที่สั้นและตรงกว่า กระแสน้ำปริมาณมหาศาลจึงเปลี่ยนทิศ ไหลทะลักผ่านคลองลัดสายนี้อย่างเชี่ยวกราก กัดเซาะตลิ่งสองฝั่งให้กว้างและลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งคลองลัดขยายตัวกลายเป็น "แม่น้ำเจ้าพระยาสายหลัก" ที่เราเห็นหน้าวัดอรุณฯ และพระบรมมหาราชวังในทุกวันนี้
-
แม่น้ำเดิมลดสถานะกลายเป็นคลอง: ในทางกลับกัน ร่องน้ำเดิมตามธรรมชาติที่โค้งอ้อม เมื่อไม่มีมวลน้ำหลักไหลผ่าน ก็ค่อย ๆ ตื้นเขิน กระแสน้ำไหลเอื่อยลง และท้ายที่สุดก็ลดสถานะกลายเป็น "คลองบางกอกน้อย" และ "คลองบางกอกใหญ่" ที่ชาวบ้านสัญจรกันจนถึงปัจจุบัน
โบราณนานมาเส้นสีฟ้า = แม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า
มนต์เสน่ห์แห่ง "การขุดคลองลัด" สมัยอยุธยา
การขุดคลองลัดไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่บางกอกเท่านั้น ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยอยุธยามีการขุดคลองลัดคุ้งน้ำอีกหลายแห่ง เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางและการค้า เช่น:
-
คลองลัดเมืองนนท์: ขุดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง จนต่อมากลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงตัวเมืองนนทบุรี
-
คลองลัดเกร็ดใหญ่ และ คลองลัดเกร็ดน้อย: คลองลัดเกร็ดน้อยถูกน้ำเซาะจนกว้างใหญ่กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา และตัดผืนดินเดิมจนกลายเป็น "เกาะเกร็ด" ในปัจจุบัน
-
คลองลัดโพธิ์ (พระประแดง): อีกหนึ่งคลองลัดสำคัญที่ช่วยย่นระยะทางคุ้งน้ำกระเพาะหมู
นอกจากประโยชน์ด้านการสัญจรและการค้าแล้ว ในยุคหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง (สมัยรัชกาลที่ 4–5) ประเทศไทยยังมีการขุดคลองโครงข่ายเชื่อมโยงอีกนับพันสาย เพื่อเปิดพื้นที่เกษตรกรรมและระบายผลผลิตออกสู่ท่าเรือ จนทำให้กรุงเทพฯ ได้รับฉายาในระดับสากลว่า "เวนิสแห่งตะวันออก" (Venice of the East) เพราะมีโครงข่ายคลองเชื่อมต่อกันมากถึง 1,000–1,600 คลอง
สายน้ำที่มนุษย์กับธรรมชาติร่วมกันสร้าง
แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ ในวันนี้ จึงไม่ใช่จากธรรมชาติเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นมรดกทางวิศวกรรมภูมิศาสตร์ที่คนโบราณเข้าไป "ตัดแต่งและนำทาง" กระแสน้ำ
การเปลี่ยน "คลองให้เป็นแม่น้ำ" และเปลี่ยน "แม่น้ำให้กลายเป็นคลอง" นี้เอง คือรากฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางผังเมือง ชุมชน และวิถีชีวิตริมน้ำของกรุงเทพมหานครมาจนถึงทุกวันนี้

18 hours ago
2





English (US) ·