เตือนสายลดน้ำหนัก! ฮาร์วาร์ดกางผลวิจัย 4 ผลข้างเคียง "Intermittent Fasting (IF)" ที่ทุกคนต้องระวัง
การทำ Intermittent Fasting หรือที่เรียกกันติดปากว่า IF ถือเป็นหนึ่งในเทรนด์ลดน้ำหนักและดูแลสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างสูงท่วมท้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยมีผู้คนนับล้านทั่วโลกชื่นชมในสรรพคุณด้านการลดน้ำหนัก กระตุ้นระบบเผาผลาญ หรือแม้กระทั่งการช่วยให้อายุยืนยาวขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หน้าสื่อมวลชนมักจะประโคมข่าวแต่เรื่องข้อดี ข้อมูลล่าสุดจากสำนักพิมพ์สุขภาพฮาร์วาร์ด (Harvard Health Publishing) ภายใต้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ออกโรงเตือนให้ประชาชนหันมาใส่ใจความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มลงมือทำ
กางตำราความเสี่ยง 4 ด้านของการทำ IF ที่มักถูกมองข้าม
ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า รูปแบบการทำ IF ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหารวันเว้นวัน, สูตร 5:2 หรือการจำกัดเวลาทานอาหารในแต่ละวัน (Time-Restricted Eating) ล้วนมีโปรไฟล์ความเสี่ยงเฉพาะตัว และหลักฐานการศึกษาในระยะยาวยังคงมีอยู่อย่างจำกัด โดยสามารถสรุปผลข้างเคียงสำคัญได้ 4 ประเด็นหลักดังนี้:
1. อาการป่วยไข้และร่างกายทรุดโทรมในระยะแรก
ผู้ที่เริ่มต้นทำ IF เป็นประจำมักรายงานตรงกันว่ามีอาการปวดศีรษะ, ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีแรง, อารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย รวมถึงมีอาการท้องผูก ซึ่งเป็นผลมาจากช่วงเวลาการอดอาหารที่ยาวนาน แม้ว่าบางรายอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อร่างกายปรับตัวได้ แต่สำหรับบางคน อาการดังกล่าวอาจรุนแรงและเรื้อรังจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและทำให้ไม่สามารถอดอาหารต่อไปได้
2. กลไกสะท้อนกลับของร่างกาย นำไปสู่พฤติกรรม "กินล้างผลาญ"
นี่คือกับดักทางชีวภาพที่หลายคนมักมองข้าม เมื่อร่างกายถูกจำกัดอาหารเป็นเวลานาน ฮอร์โมนความหิวจะหลั่งออกมาอย่างรุนแรง และศูนย์ควบคุมความหิวในสมองจะทำงานหนักเกินไป ส่งผลให้เกิดแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำให้คุณแอบ "กินมากเกินไป"
ทันทีที่หลุดจากช่วงเวลาอดอาหาร ผนวกกับสัญชาตญาณของมนุษย์ที่อยากให้รางวัลตัวเองหลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทำให้ปริมาณแคลอรีที่กินเข้าไปในวันปกติพุ่งสูงจนหักล้างโควตาที่อุตส่าห์อดมาทั้งหมด
3. เสี่ยงทำลายระบบเผาผลาญหากกินผิดเวลาชีวิต
งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการจำกัดเวลาทานอาหารชี้ชัดว่า รูปแบบการกินที่ "ไม่สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิต" หรือระบบเวลาธรรมชาติของร่างกาย อาจกลายเป็นการสร้างปัญหาให้แก่ระบบเผาผลาญแทนที่จะช่วยแก้ไขมัน การอดอาหารหรือกินอาหารในเวลาที่ไม่เหมาะสมกับกลไกธรรมชาติภายใน สามารถส่งผลกระทบต่อการหลั่งฮอร์โมนและการทำงานของเซลล์ต่างๆ ได้
4. อันตรายแฝงในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว
สำหรับผู้สูงอายุ การลดน้ำหนักที่รวดเร็วหรือมากเกินไปจากการทำ IF อาจส่งผลร้ายแรงต่อความหนาแน่นของกระดูก, ระบบภูมิคุ้มกัน และระดับพลังงานในร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่งหากข้ามมื้ออาหาร
ส่วนผู้ที่ทานยาลดความดันโลหิตหรือยารักษาโรคหัวใจ อาจเผชิญกับภาวะโซเดียมและโพแทสเซียมในร่างกายเสียสมดุลอย่างรุนแรงในช่วงที่อดอาหาร รวมถึงผู้ที่ต้องทานยาพร้อมอาหารเพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้ก็อาจพบว่าพฤติกรรมการทำ IF นั้นขัดต่อแผนการรักษาโรคของแพทย์
iStockphoto
คำแนะนำจากแพทย์: ปรับตัวอย่างไรให้ปลอดภัย?
คำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า หากคุณต้องการเริ่มต้นทำ Intermittent Fasting สิ่งสำคัญที่สุดคือควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเสมอ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่จำเป็นดังนี้:
- ค่อยเป็นค่อยไป: เริ่มต้นอย่างช้าๆ โดยปรับเปลี่ยนเวลาอดอาหารทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาปรับตัว
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เน้นการดื่มน้ำสะอาด น้ำโซดา หรือชาและกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล (เครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอรี) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- ห้ามปรับยาเองเด็ดขาด: สำหรับผู้มีโรคประจำตัว ห้ามปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงตารางการทานยาตามใจชอบโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

13 hours ago
1





English (US) ·