สหรัฐฯ อวย "ดีที่สุดในโลก" ผลไม้หาง่ายตามตลาด คนไทยกินได้ยันเปลือก สรรพคุณล้ำ!

10 hours ago 5
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

อเมริกาจัดให้อยู่ในกลุ่ม "ดีที่สุดในโลก"! ผลไม้หาง่ายตามตลาดไทย คนไทยกินได้ยันเปลือก สรรพคุณสุดล้ำ

หลายคนอาจต้องประหลาดใจ เมื่อผลไม้ที่องค์กรระดับโลกและสถาบันโภชนาการยกย่องให้อยู่ในกลุ่ม "ดีที่สุดในโลก" แท้จริงแล้วคือผลไม้พื้นบ้านที่คุ้นเคยและหารับประทานได้ง่ายมากในประเทศไทย แถมคนไทยยังเก่งระดับนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่กลีบเนื้อไปจนถึงเปลือก อย่างคุ้มค่าทุกส่วน

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพ ผลไม้ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะอาหาร แต่ท่ามกลางผลไม้นำเข้าเนื้อดีราคาแพง น้อยคนนักจะรู้ว่าผลไม้ไทยทรงคุณค่าอย่าง "ส้มโอ" ได้รับการการันตีคุณประโยชน์จากสถาบันระดับโลก

เว็บไซต์อาหารชื่อดังอย่าง BBC Good Food ได้จัดอันดับ 20 ผลไม้ที่ดีที่สุดในโลก โดยยกให้ "ส้มโอ (Pomelo/Grapefruit)" ติดอันดับที่ 9 แซงหน้าผลไม้ยอดนิยมอย่าง มะละกอ ทับทิม องุ่น หรือลูกพลัม ขณะที่กระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) เผยข้อมูลโภชนาการว่า ส้มโอขนาดกลางเพียงครึ่งผล (ประมาณ 120 กรัม) ให้พลังงานเพียง 41 แคลอรี แต่กลับให้วิตามินซีสูงถึง 64% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน!


5 ประโยชน์เด็ดเพื่อสุขภาพจากการรับประทานส้มโอ

ในประเทศไทย ส้มโอปลูกได้ดีทั่วทุกภูมิภาค มีสายพันธุ์ชื่อดังมากมาย เช่น ส้มโอทับทิมสยาม, ส้มโอขาวใหญ่, ส้มโอทองดี, ส้มโอขาวแตงกวา และส้มโอเด่นประจำถิ่นต่างๆ หาซื้อได้ตลอดทั้งปีในราคาย่อมเยา การรับประทานส้มโอเป็นประจำมอบประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมหาศาล ดังนี้:

  1. อุดมด้วยวิตามินซี เสริมภูมิคุ้มกันแข็งแกร่ง: ส้มโอเป็นแหล่งของวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน (สารตั้งต้นวิตามินเอ) ชั้นดี Erin Palinski-Wade นักโภชนาการจากสหรัฐฯ อธิบายว่า วิตามินซีปริมาณสูงทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลัง ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสู้กับหวัด ขณะที่เบต้าแคโรทีนช่วยบำรุงสายตาและป้องกันโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ
  2. คุมน้ำหนักและกระตุ้นระบบย่อยอาหาร: ส้มโอ 1 ผล ให้ไฟเบอร์ธรรมชาติเฉลี่ยสูงถึง 4 กรัม ด้าน Jaclyn London ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า การรับประทานส้มโอก่อนมื้ออาหารช่วยชะลอให้อาหารออกจากกระเพาะช้าลง ส่งผลให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นและลดการกินแคลอรีเกินในมื้อถัดไป นอกจากนี้ เส้นใยอาหารละลายน้ำได้ยังช่วยให้อาหารของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานราบรื่น และลดความเสี่ยงโรคเบาหวานประเภท 2
  3. บำรุงหัวใจและลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL): ส้มโอมีสารเพกติน (Pectin) สูง ซึ่งเป็นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่สามารถจับกับคอเลสเตอรอลในลำไส้และขับถ่ายออกก่อนที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด งานวิจัยในวารสาร Journal of Agricultural and Food Chemistry พบว่า ผู้ที่รับประทานส้มโอวันละ 1 ผล ติดต่อกัน 30 วัน มีไขมันในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลเลว (LDL) ลดลงถึง 15.5% และไตรกลีเซอไรด์ลดลง 27% ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างชัดเจน
  4. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง: ส้มโอเนื้อสีชมพูหรือเนื้อแดงมีปริมาณไลโคปีน (Lycopene) สูงมาก งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ที่ศึกษาในผู้ชาย 46,000 คน พบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารอุดมด้วยไลโคปีนมีความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงถึง 30% นอกจากนี้ สารลิโมนอยด์ (Limonoids) ในส้มโอยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร
  5. ป้องกันการเกิดนิ่วในไต: กรดซิตริก (Citric Acid) ธรรมชาติในส้มโอ สามารถจับกับแคลเซียมในปัสสาวะและขับออกนอกร่างกาย ช่วยยับยั้งการตกผลึกจนกลายเป็นนิ่วในไตชนิดแคลเซียมออกซาเลต การรับประทานอาหารที่มีกรดซิตริกสูงช่วยเพิ่มค่า pH ในปัสสาวะ ทำให้สภาวะในร่างกายไม่เหมาะต่อการก่อตัวของก้อนนิ่ว

ภูมิปัญญาไทยสุดล้ำ: กินยัน "เปลือกส้มโอ"

ต่างจากหลายประเทศที่รับประทานเฉพาะเนื้อส้มโอม่อยน้ำ คนไทยรู้จักนำเปลือกส้มโอ มารังสรรค์เป็นทั้งอาหารรสเลิศและยาสมุนไพรชั้นดีมาตั้งแต่โบราณ เปลือกส้มโออุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหย (Limonene) และสารนาริงกิน (Naringin) ที่มีส่วนช่วยลดไขมันในเลือด

เยื่อเปลือกสีขาวนุ่มด้านใน สามารถนำมาแปรรูปเป็นเมนูอร่อยอย่าง "แกงบวดเปลือกส้มโอ" "ยำเปลือกส้มโอ" "แหนมเจ" หรือนำไปเชื่อมทำเป็น "เปลือกส้มโอแช่อิ่ม/อบแห้ง" ทานเล่นเคี้ยวเพลิน ในแพทย์แผนไทย ยังนำเปลือกส้มโอมาต้มน้ำดื่มแก้ไอ ขับเสมหะ ใช้ต้มน้ำ xông (ต้มอบสมุนไพร) แก้หวัด หรือนำน้ำต้มเปลือกส้มโอมาสระผม ช่วยให้เส้นผมดกดำและแข็งแรงอีกด้วย


3 ข้อควรระวังสำคัญก่อนรับประทานส้มโอ!

แม้ส้มโอจะถูกยกย่องเป็นซูเปอร์ฟู้ด แต่หากรับประทานอย่างผิดวิธีก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน นี่คือ 3 ข้อควรระวังที่ต้องจำให้ขึ้นใจ:

1. ระวังปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบัน (สำคัญมาก): ส้มโอมีสาร ฟูราโนคูมาริน (Furanocoumarins) ซึ่งไปยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 ในลำไส้ ส่งผลให้การย่อยสลายยาช้าลง ทำให้ระดับยาในกระแสเลือดพุ่งสูงขึ้นกะทันหันจนเกิดภาวะได้รับยาเกินขนาด (Overdose) โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิต, ยาลดไขมันในเลือด (Statin), ยารักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือยาคลายเครียด/ยานอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานส้มโอ

  • ไม่ควรรับประทานขณะท้องว่าง: กรดซิตริกปริมาณสูงในส้มโออาจกระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะ ทำให้กัดกระเพาะ เกิดอาการแสบร้อนกลางอก และทำให้อาการของผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือกรดไหลย้อนกำเริบได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือบุหรี่: สารฟูราโนคูมารินอาจชะลอกระบวนการขับแอลกอฮอล์และนิโคตินออกจากร่างกาย ส่งผลให้พิษของสารเหล่านี้สะสมและทำลายตับหนักขึ้น

สรุปทริกแม่บ้าน: ส้มโอเป็นผลไม้ไทยราคาประหยัดที่อัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการระดับโลก การรับประทานอย่างถูกวิธี ปริมาณพอเหมาะ และเว้นระยะห่างจากช่วงเวลาทานยาอย่างน้อย 2-4 ชั่วโมง จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์สุขภาพสูงสุด ทั้งอิ่ม อร่อย และปลอดภัยแน่นอนครับ!

 

 

 

Read Entire Article