สับปะรดหรือแตงโม? ผลไม้ชนิดไหนดีกว่าต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระบบย่อยอาหาร
สับปะรด และ แตงโม ต่างเป็นผลไม้ยอดนิยมที่ให้ความสดชื่น มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง และมีคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบของน้ำตาลธรรมชาติ ทั้งสองชนิดยังมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารและให้สารอาหารที่ดีต่อร่างกาย แต่หากต้องเปรียบเทียบกันในแง่ของระดับน้ำตาลในเลือดและการย่อยอาหาร ผลไม้ชนิดไหนน่าสนใจกว่ากัน?
แตงโมมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลต่ำกว่าสับปะรด
แตงโมมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าสับปะรด โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ หรือ USDA ระบุว่า แตงโมมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 6% หรือราว 12 กรัม ขณะที่สับปะรดมีคาร์โบไฮเดรตประมาณ 13% หรือราว 22 กรัม ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในผลไม้ทั้งสองชนิดส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลธรรมชาติ
หากดูจากปริมาณต่อ 1 ถ้วย แตงโมจัดเป็นผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ส่วนสับปะรดจัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตต่ำถึงปานกลาง อย่างไรก็ตาม ขนาดของปริมาณที่กินมีความสำคัญมาก เพราะหากลดสับปะรดเหลือครึ่งถ้วย จะได้รับคาร์โบไฮเดรตประมาณ 6 กรัม ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่สูงมากเช่นกัน
น้ำตาลในแตงโมและสับปะรดเป็นน้ำตาลธรรมชาติ ได้แก่ กลูโคส ฟรุกโตส และซูโครส แม้น้ำตาลธรรมชาติจะสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้ แต่หากกินในปริมาณเหมาะสมก็ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป โดยแตงโม 1 ถ้วยมีน้ำตาลในระดับที่ต่ำพอจะไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในคนทั่วไป
ส่วนสับปะรด หากต้องการลดผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด อาจเลือกกินในปริมาณครึ่งถ้วยหรือสามในสี่ถ้วย แทนการกินปริมาณมากในครั้งเดียว
ดัชนีน้ำตาลกับภาระน้ำตาล ต่างกันอย่างไร?
เมื่อต้องประเมินผลของอาหารต่อระดับน้ำตาลในเลือด มักมี 2 ค่าที่ถูกนำมาใช้ คือ ดัชนีน้ำตาล หรือ Glycemic Index (GI) และ ภาระน้ำตาล หรือ Glycemic Load (GL)
ดัชนีน้ำตาล คือค่าที่บอกว่าอาหารชนิดนั้นส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากน้อยแค่ไหน โดยมีคะแนนตั้งแต่ 0-100 อาหารที่มีค่า GI ต่ำจะอยู่ต่ำกว่า 55 ส่วนอาหารที่มีค่า GI สูงจะอยู่ที่ 70 ขึ้นไป
ส่วน ภาระน้ำตาล จะพิจารณาทั้งค่า GI และปริมาณคาร์โบไฮเดรตในหนึ่งหน่วยบริโภค โดยคำนวณจากค่า GI คูณด้วยปริมาณคาร์โบไฮเดรตเป็นกรัม แล้วหารด้วย 100 หากค่า GL อยู่ที่ 10 หรือต่ำกว่า จะถือว่าเป็นระดับต่ำ
แม้ค่า GI ของแตงโมจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อดูค่า GL ต่อปริมาณที่กินจริง กลับอยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกับสับปะรด ดังนั้น การกินผลไม้ทั้งสองชนิดในปริมาณปกติ จึงมักไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
- สับปะรด: มีค่า GI ประมาณ 59 จัดอยู่ในกลุ่มปานกลาง แต่สับปะรด 1 ถ้วยมีค่า GL ประมาณ 8.6 จัดอยู่ในกลุ่มต่ำ
- แตงโม: มีค่า GI มากกว่า 70 จัดอยู่ในกลุ่มสูง แต่แตงโม 1 ถ้วยมีค่า GL ประมาณ 5 จัดอยู่ในกลุ่มต่ำ
สับปะรดมีไฟเบอร์มากกว่าแตงโม
ไฟเบอร์หรือใยอาหารมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร เพราะช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติและลดปัญหาท้องผูก ซึ่งหลายคนมักได้รับไฟเบอร์ไม่เพียงพอในแต่ละวัน
เมื่อเปรียบเทียบกัน สับปะรดมีไฟเบอร์มากกว่าแตงโม โดยสับปะรด 1 ถ้วยมีไฟเบอร์ประมาณ 2 กรัม ขณะที่แตงโม 1 ถ้วยมีไฟเบอร์ประมาณ 0.6 กรัม หรือกล่าวได้ว่าสับปะรดมีไฟเบอร์มากกว่าแตงโมมากกว่าสองเท่า
ไฟเบอร์ยังช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้อาหารที่มีไฟเบอร์สูงมักส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดช้ากว่า อย่างไรก็ตาม หากลดปริมาณสับปะรดเหลือครึ่งถ้วยหรือสามในสี่ถ้วยเพื่อควบคุมน้ำตาล ปริมาณไฟเบอร์ที่ได้รับก็จะลดลงเหลือประมาณ 1-1.5 กรัมเช่นกัน
น้ำและไฟเบอร์ สำคัญต่อระบบย่อยอาหาร
ทั้งแตงโมและสับปะรดมีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง โดยแตงโมมีน้ำประมาณ 91% ส่วนสับปะรดมีน้ำประมาณ 86% จึงเป็นผลไม้ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นและช่วยเสริมปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันได้ดี
น้ำและไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญต่อระบบย่อยอาหาร เพราะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัว ไม่แข็งจนขับถ่ายลำบาก แตงโมมีน้ำมากกว่าสับปะรดเล็กน้อย ส่วนสับปะรดมีไฟเบอร์มากกว่า แม้ทั้งสองชนิดจะยังไม่ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงมากก็ตาม
นอกจากนี้ สับปะรดยังมีสารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่งอาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการย่อยอาหารได้ แม้หลักฐานในมนุษย์ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม แต่มีข้อมูลบางส่วนชี้ว่าโบรมีเลนอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบในระบบทางเดินอาหาร
ทั้งสองชนิดให้วิตามินและแร่ธาตุที่ดีต่อร่างกาย
สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผลของผลไม้ต่อระดับน้ำตาลเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ควรมองข้ามว่าสับปะรดและแตงโมยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย
แตงโมเป็นแหล่งของแมกนีเซียมและโพแทสเซียม อีกทั้งยังมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก และโฟเลต ส่วนสับปะรดก็ให้แมกนีเซียม โพแทสเซียม โฟเลต วิตามินซี แคลเซียม และธาตุเหล็กเช่นกัน
สรุป สับปะรดหรือแตงโม แบบไหนดีกว่า?
หากเน้นเรื่องการควบคุมคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล แตงโม อาจได้เปรียบกว่า เพราะมีคาร์โบไฮเดรตต่ำกว่าและค่า GL ต่อหนึ่งหน่วยบริโภคต่ำ แต่หากเน้นเรื่องไฟเบอร์และการช่วยสนับสนุนระบบย่อยอาหาร สับปะรด อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า
อย่างไรก็ตาม ทั้งแตงโมและสับปะรดสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพได้ หากกินในปริมาณเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรใส่ใจกับปริมาณที่กินในแต่ละครั้ง และหากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อคำแนะนำที่เหมาะกับร่างกายของตนเอง
- รู้ไว้ดีกว่า! กินข้าวที่ "แช่ตู้เย็น" ก่อมะเร็งจริงหรือ ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญ ตอบรวดเดียวชัดเจน
- เดินเท้าเปล่าในบ้าน "ได้ประโยชน์" หรือ "ให้โทษ" คำตอบจากหมอที่อาจทำให้คุณแปลกใจ!


13 hours ago
1






English (US) ·