หญิงตับอักเสบรุนแรง หลังกิน "ผลไม้ชนิดนี้" พร้อมดื่มแอลกอฮอล์ เตือนอย่ากินคู่กัน!

23 hours ago 3
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

หญิงวัย 30 ปี ตับอักเสบรุนแรง หลังทาน “ทุเรียน” พร้อมดื่มแอลกอฮอล์ เตือนอย่ากินคู่กัน

หญิงชาวจีนวัยประมาณ 30 ปี ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลังมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ภายหลังรับประทานทุเรียนและดื่มสุราในช่วงเวลาใกล้กัน ตรวจพบค่าการทำงานของตับผิดปกติสูงกว่าปกติหลายสิบเท่า แพทย์เตือนควรหลีกเลี่ยงการรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

“ทุเรียน” เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยรสชาติหวานมันและกลิ่นเฉพาะตัว แต่เนื่องจากมีพลังงานและน้ำตาลค่อนข้างสูง หลายคนจึงมักได้รับคำแนะนำให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง คือการรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายรายแนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเพิ่มภาระต่อกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย

หญิงจีนวัย 30 ปี มีอาการหนักหลังทานทุเรียนและดื่มสุรา

รายงานจากประเทศจีนระบุว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองหนานจิง ประเทศจีน ได้รับผู้ป่วยหญิงวัยประมาณ 30 ปี หลังมีอาการผิดปกติอย่างรวดเร็วภายหลังรับประทานทุเรียนและดื่มสุรา

ผู้ป่วยรายนี้รับประทานทุเรียนประมาณ 2 พู จากนั้นผ่านไปมากกว่า 1 ชั่วโมง จึงดื่มเหล้าขาวที่มีความเข้มข้นประมาณ 40 ดีกรี ปริมาณราว 200 มิลลิลิตร

วันถัดมา หญิงรายนี้เริ่มมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน อาการรุนแรงขึ้นจนต้องเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล แพทย์พบว่าค่าการทำงานของตับเพิ่มสูงผิดปกติเกือบ 100 เท่า สะท้อนถึงภาวะตับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

แม้อาการสำคัญบางอย่างจะเริ่มดีขึ้นหลังได้รับการรักษา แต่แพทย์ยังคงต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ป่วยยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง

ทำไมทุเรียนกับแอลกอฮอล์จึงควรหลีกเลี่ยง?

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า ทุเรียนมีสารประกอบกลุ่มกำมะถัน (Sulfur compounds) ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงและการกำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย

โดยปกติ เมื่อร่างกายได้รับแอลกอฮอล์ สารเอทานอล (Ethanol) จะถูกเปลี่ยนผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ก่อนถูกกำจัดออก โดยหนึ่งในสารที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนี้คือ “อะซีตัลดีไฮด์” (Acetaldehyde)

หากกระบวนการเผาผลาญถูกรบกวน อาจทำให้สารดังกล่าวสะสมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการไม่สบาย เช่น ใจเต้นเร็ว หน้าแดง คลื่นไส้ อึดอัด หรือหายใจลำบากได้

อย่างไรก็ตาม แพทย์ระบุว่าไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่กินทุเรียนแล้วดื่มแอลกอฮอล์จะเกิดอาการรุนแรงเสมอไป เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ สุขภาพของแต่ละคน และความสามารถในการเผาผลาญของร่างกาย

เพื่อความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้แยกระยะเวลาระหว่างการรับประทานทุเรียนและการดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง แทนที่จะรับประทานใกล้กัน

ไม่ใช่แค่ทุเรียน อาหารและเครื่องดื่มบางอย่างก็อาจมีผลต่อสุขภาพเมื่อกินคู่กัน

กาแฟ + บุหรี่ เพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

หลายคนมีพฤติกรรมดื่มกาแฟพร้อมสูบบุหรี่เพื่อเพิ่มความตื่นตัว โดยเฉพาะช่วงทำงานหนักหรือพักผ่อนน้อย

แต่ทั้งคาเฟอีนในกาแฟและนิโคตินในบุหรี่ต่างมีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ การใช้ร่วมกันอาจส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต และเพิ่มภาระให้กับระบบหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้น ไม่ควรมองว่ากาแฟและบุหรี่เป็นเพียงตัวช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า โดยมองข้ามผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

นม + ยาบางชนิด อาจลดประสิทธิภาพของยา

หลายคนเลือกดื่มนมเพื่อกลบความขมของยา แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ยาทุกชนิดที่สามารถรับประทานพร้อมนมได้

แคลเซียมและแร่ธาตุบางชนิดในนม อาจจับกับสารออกฤทธิ์ของยาบางประเภท ทำให้ร่างกายดูดซึมยาได้น้อยลง และส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษา

โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม เช่น ควิโนโลน (Quinolone) และเตตราไซคลีน (Tetracycline) รวมถึงยารักษาโรคกระดูกพรุนบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับช่วงเวลาการรับประทานร่วมกับผลิตภัณฑ์จากนม

น้ำเกรปฟรุต + ยาบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียง

แม้น้ำผลไม้จะดูเป็นเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ แต่บางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาได้ โดยเฉพาะน้ำเกรปฟรุต (Grapefruit juice)

สารประกอบในเกรปฟรุตสามารถส่งผลต่อเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงยาในร่างกาย เช่น CYP3A4 ทำให้ระดับยาบางชนิดในเลือดสูงขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดผลข้างเคียง

ผู้ที่ใช้ยาบางประเภท เช่น ยาควบคุมความดันโลหิต ยาลดไขมันในเลือด หรือยากดภูมิคุ้มกันหลังปลูกถ่ายอวัยวะ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานเกรปฟรุต

กินอาหารอย่างไรให้ปลอดภัย?

แม้อาหารหลายชนิดจะมีประโยชน์ แต่การรับประทานร่วมกันบางรูปแบบอาจส่งผลต่อร่างกายได้ ดังนั้น หากมีโรคประจำตัว รับประทานยาเป็นประจำ หรือไม่แน่ใจว่าอาหารและเครื่องดื่มชนิดใดสามารถรับประทานร่วมกันได้ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

สิ่งสำคัญคือไม่ควรตื่นตระหนกกับอาหารเพียงชนิดเดียว แต่ควรรับประทานอย่างเหมาะสม รู้ปริมาณ และใส่ใจสัญญาณผิดปกติของร่างกาย เพื่อดูแลสุขภาพในระยะยาว

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลเพื่อความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ

Read Entire Article