แพทย์เตือนพ่อแม่ใจร้อนอาจขวางพัฒนาการลูกโดยไม่รู้ตัว! เผยเลี้ยงลูกแบบไหนถึงจะช่วยให้สมองพัฒนา
เลี้ยงลูกแบบไหนถึงจะช่วยให้สมองพัฒนา? “หมอกิ๊ฟ” กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบประสาทเด็ก แชร์ความรู้ในรายการ "MY DADDY James" เปิดรหัสสมองเด็กและพัฒนาการของลูก รวมถึงวิธีการสร้าง EF ตั้งแต่เด็กยันโตที่พ่อแม่สามารถเริ่มทำได้เองจากที่บ้าน พร้อมบอกข้อดีข้อเสียในการฝึกให้ลูกกินเอง (Baby-Led Weaning หรือ BLW) และสอนลูกอยู่กับจออย่างไรให้ไม่ทำลายพัฒนาการ รวมถึงการทำ IQ Test ที่วัดความฉลาดลูก แต่พ่อแม่ใจต้องแข็งพอ เพราะบางครั้ง “การพัฒนาลูกให้ดีที่สุด” อาจไม่ใช่การเติมทุกอย่างให้เต็ม แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรสอน เมื่อไหร่ควรช่วย และเมื่อไหร่ควรถอยออกมา เพื่อให้ลูกได้เติบโตด้วยตัวเอง
การเติบโตและหยุดเติบโตของเซลล์สมองนั้น หมอกิ๊ฟอธิบายว่า เซลล์ประสาทสร้างตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่ แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ต่าง ๆ ในสมองเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนคลอด หลังคลอดเซลล์ประสาทไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่แล้ว ดังนั้นถ้าจะส่งเสริมอะไร ก็ส่งเสริมได้ตั้งแต่ในท้องแม่ แม่ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ พอด้านเซลล์ประสาทแบ่งตัวเพิ่มจำนวนก็จะเตรียมไปทำหน้าที่ต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เสร็จตั้งแต่ในท้อง แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นหลังคลอดคือใยประสาท
หน้าที่ของเซลล์ประสาทและใยประสาทเปรียบเสมือนศูนย์กลางในการส่งต่อข้อมูล โดยส่งกระแสไฟฟ้าระหว่างกันผ่านใยประสาทและเชื่อมโยงไปตัวถัดไป สมมุติว่าต้องการยกแขน เซลล์ประสาทในสมองฝั่งตรงข้ามจะส่งสัญญาณไฟฟ้าสั่งงานต่อกันลงมาเรื่อย ๆ จนถึงกล้ามเนื้อ จึงจะสามารถขยับร่างกายได้
หมอกิ๊ฟ กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบประสาทเด็ก ร่วมพูดคุยในรายการ MY DADDY James
ใยประสาทและความลับของสมองส่วนหน้า
ใยประสาทสามารถเติบโตได้เรื่อย ๆ และความเก่งของคนเราก็คือความซับซ้อนของใยประสาท ยิ่งใยประสาทซับซ้อนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเก่งเรื่องนั้นมากขึ้น ใยประสาทจะสร้างจากล่างขึ้นบน จากในออกนอก และจากหลังไปหน้า โดยส่วนสุดท้ายที่สร้างคือสมองส่วนหน้า ซึ่งเติบโตไปได้เรื่อย ๆ จนถึงอายุ 20-25 ปี หรือแม้กระทั่งวัยผู้ใหญ่ก็ยังทำงานและพัฒนาได้ตลอดเวลา
ด้านแนวคิดเรื่อง Growth Mindset คือการใส่ชุดความคิดให้เด็กรู้ว่า ความเก่ง ความดี และความสำเร็จมาจากการฝึกฝน ไม่ใช่รอคอยเพียงพรสวรรค์ เด็กต้องได้รับโอกาสให้คิดเองและทำซ้ำ ๆ เช่น การฝึกขี่จักรยาน วันแรกล้มต้องให้กำลังใจและชวนลองใหม่ในวันถัดไป หากพ่อแม่ยื่นมือเข้าไปห้ามตั้งแต่ล้มวันแรก เด็กจะขาดโอกาสฝึกฝนเพื่อพัฒนาตนเอง
สำหรับทักษะสมองขั้นสูงอย่าง Executive Functions (EF) ซึ่งควบคุมโดยสมองส่วนหน้านั้น ฐานรากจะเริ่มพัฒนาช่วงอายุ 3-5 ปี ประกอบด้วย 3 ทักษะหลัก ได้แก่ ความจำใช้งาน การยับยั้งชั่งใจ และการยืดหยุ่นทางความคิด เด็กต้องมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า รู้จักยับยั้งใจ และยืดหยุ่นเมื่อไม่ได้ดั่งใจ จากนั้นในช่วงประถมวัย 6-11 ปี จะเริ่มรู้จักสังเกตตัวเองและควบคุมอารมณ์ ก่อนจะพัฒนาต่อเนื่องสู่วัยรุ่นช่วงอายุ 12-18 ปีขึ้นไป
ทักษะสมองขั้นสูง Executive Functions รากฐานสำคัญที่เริ่มพัฒนาตั้งแต่ช่วงปฐมวัย
ฝึกวินัยและ EF เริ่มต้นง่ายๆ จากกิจวัตรประจำวันในบ้าน
หมอกิ๊ฟแนะนำให้เริ่มต้นฝึกพัฒนาการที่บ้านและเริ่มที่ตัวลูกก่อน ให้เขาได้รับโอกาสทำกิจวัตรประจำวันที่ทำได้ตามวัย เช่น เมื่อถึงวัย 2 ขวบ ควรเริ่มจับช้อนส้อมกินข้าวเอง แปรงฟัน และนั่งกินข้าวด้วยตัวเอง แต่หากพ่อแม่ใจร้อนคอยป้อนข้าวเพราะกลัวช้า เด็กที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรจะเริ่มเบื่อ สุดท้ายต้องเปิดหน้าจอให้ดูระหว่างกินข้าว ทำให้กระบวนการฝึกสมาธิและ EF หายไปทันที ดังนั้นควรให้เด็กโฟกัสกับมื้ออาหารตรงหน้า และเมื่อโตขึ้นจึงค่อยมอบหมายหน้าที่ช่วยงานบ้าน เช่น การเตรียมแก้วน้ำให้สมาชิกในครอบครัว
ส่วนการฝึกทานอาหารเองแบบ Baby-Led Weaning (BLW) เป็นการฝึกให้ลูกใช้สายตาประสานกับมือและพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงสนุกกับการกินอาหาร ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ พ่อแม่อาจป้อนไปก่อนแล้วเริ่มเมื่อพร้อมได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องระวังการสำลักติดคอหรือหลอดลม โดยต้องมีผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิดและศึกษาแนวทางการช่วยเหลือฉุกเฉินไว้ด้วย
สำหรับประเด็นการอยู่กับหน้าจอ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีไม่แนะนำให้ดูจอเลย เพราะกระทบต่อพัฒนาการด้านการพูด ส่วนหลัง 2 ปีขึ้นไป ต้องจำกัดเวลาอย่างเหมาะสม หากใช้จอเป็นสื่อการสอนโดยพ่อแม่นั่งดูร่วมด้วยคอยชวนคุยชี้ชวนดู จะให้ประโยชน์มากกว่าการยื่นจอให้เด็กดูตามลำพัง โดยเฉพาะเด็กที่มีพลังเยอะ สมาธิสั้น หรือวอกแวกง่าย การดูจอจะยิ่งกระตุ้นให้หยุดยั้งตัวเองได้ยากขึ้น
การเปิดโอกาสให้เด็กฝึกทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองช่วยสร้างวินัยและสมาธิ
อย่าอัดตารางแน่นจนเครียด และสร้างสายสัมพันธ์ Attachment
การเร่งพัฒนาการลูกมากเกินไปเปรียบเสมือนการตัดต่อกิ่งไม้ หากอยากให้ลูกเชี่ยวชาญด้านใดต้องให้ทำซ้ำบ่อยๆ แต่หากอัดกิจกรรมแน่นเกินไปใน 24 ชั่วโมงจนเด็กไม่ได้พักผ่อน จะส่งผลให้เกิดความเครียดและไม่มีความสุข พ่อแม่จึงต้องให้ความสำคัญกับความพอดี และให้ลูกมีอิสระในการเลือกว่าเขามีความสุขหรือไม่
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างสายสัมพันธ์และความผูกพันที่มั่นคง (Attachment) ผ่านการให้เวลาคุณภาพ (Quality Time) แม้พ่อแม่จะทำงานหนักทั้งวัน แต่การมีช่วงเวลาคุณภาพก่อนนอน เช่น การอ่านนิทาน นอนกอด และพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร จะทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ รับรู้ว่ามีพ่อแม่อยู่เคียงข้างเสมอเมื่อเกิดปัญหา
หมอกิ๊ฟฝากทิ้งท้ายว่า ในยุคปัจจุบันทักษะ EF และสมาธิของเด็กถดถอยลงไปมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากความใจร้อนของผู้ปกครอง จึงอยากให้พ่อแม่ใจเย็น อดทน และเปิดพื้นที่ให้ลูกได้มีเวลาฝึกฝนเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากภายในบ้าน
สามารถติดตาม "MY DADDY James" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=77Qrv7wdv58

19 hours ago
5




English (US) ·