อย่าหาทำเด็ดขาด! พฤติกรรมต้องห้ามทำเมื่อลูกตกเตียง หมอยืนยันยิ่ง "เขย่า" ยิ่งเร่งเลือดออกในสมอง
เด็กทารกตกโซฟาหวิดสิ้นชื่อจากอาการเลือดออกในสมองรายนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้ปกครองคิดว่าแผลภายนอกไม่รุนแรง จนกระทั่งเด็กเริ่มแสดงอาการวิกฤต
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นในเมืองเหลียนอวิ๋นกั่ง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน เมื่อเด็กทารกเพศชายวัย 6 เดือนเศษ นอนอยู่บนโซฟาแล้วเกิดพลิกตัวคว่ำจนร่วงตกกระแทกพื้นด้านล่าง แม้ที่พื้นจะมีเบาะรองคลุมอยู่และร่างกายภายนอกไม่มีบาดแผลหรือรอยฟกช้ำให้เห็นชัดเจน ทำให้ผู้ใหญ่ในบ้านชะล่าใจในตอนแรก ทว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมา เด็กกลับมีอาการซึม ง่วงนอนผิดปกติ และหมดสติไปในที่สุด
เมื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ผลการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) พบว่า เด็กมีอาการเลือดออกนอกเยื่อหุ้มสมองขั้นรุนแรง มีปริมาณเลือดคั่งในกะโหลกศีรษะสูงถึง 130 มิลลิลิตร ส่งผลให้เนื้อสมองโดนกดทับอย่างหนักและต้องเข้ารับการผ่าตัดสมองด่วนทันที เนื่องจากพร้อมเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ตลอดเวลา
นพ. จาง หงเว่ย หัวหน้าแผนกประสาทศัลยศาสตร์ เปิดเผยว่า การผ่าตัดสมองในเด็กทารกมีความยากและท้าทายสูงมาก เนื่องจากเส้นเลือดมีขนาดเล็กมาก กะโหลกศีรษะบาง เนื้อสมองยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ และปริมาณเลือดในร่างกายเด็กมีเพียงแค่ 1 ใน 10 ของผู้ใหญ่เท่านั้น ดังนั้น การควบคุมการเสียเลือดระหว่างผ่าตัดจึงเป็นชี้เป็นชี้ตาย โชคดีที่หลังจากการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะด่วนและการดูแลอย่างใกล้ชิด ทารกน้อยสามารถฟื้นตัวได้ดีและออกจากโรงพยาบาลได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่
ทำไมเด็กเล็กเวลาตกจากที่สูง "หัว" มักกระแทกพื้นก่อน?
สถิติทางการแพทย์ระบุว่า เด็กอายุช่วง 6 เดือนถึง 2 ขวบ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการตกเตียงหรือตกโซฟาสูงที่สุด เพราะเริ่มเข้าสู่วัยพลิกตัว คลาน และซน
สิ่งที่พ่อแม่หลายคนไม่รู้คือ ขนาดศีรษะของเด็กทารกมีน้ำหนักคิดเป็น 25% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด (ในขณะที่ผู้ใหญ่ น้ำหนักหัวจะอยู่ที่ประมาณ 6% เท่านั้น) ด้วยโครงสร้างสรีระที่ "หัวหนักกว่าตัว" นี้เอง ทำให้เวลาเด็กพลัดตกจากที่สูง ส่วนศีรษะจึงมักดิ่งลงและเข้ากระแทกพื้นเป็นจุดแรกเสมอ และที่น่ากลัวที่สุดคือ หลายเคสไม่มีบาดแผลแตกหรือรอยบวมให้เห็นภายนอก แต่เส้นเลือดในสมองฉีกขาดและมีเลือดคั่งอยู่ข้างในแล้ว
ความผิดพลาดมหันต์ที่พ่อแม่ชอบทำหลังลูกตกตึก/ตกเตียง
แพทย์เตือนว่า เมื่อเห็นลูกตกจากที่สูง พฤติกรรมตอบสนองตามสัญชาตญาณที่พบบ่อยและ อันตรายที่สุด คือ "การรีบอุ้มลูกขึ้นมาอุ้มกอดแล้วเขย่าตัว หรือเอามือไปนวดคลึงบริเวณที่กระแทกแรง ๆ"
คำเตือนจากศัลยแพทย์สมอง: "การอุ้มสบัดหรือเขย่าตัวเด็กแรง ๆ หลังเกิดอุบัติเหตุ จะยิ่งไปกระตุ้นให้เส้นเลือดที่ฉีกขาดอยู่แล้วมีเลือดไหลทะลักออกมามากขึ้น และทำให้อาการเลือดออกในสมองทวีความรุนแรงยิ่งกว่าแรงกระแทกจากการตกในตอนแรกเสียอีก"
คู่มือรับมือเมื่อลูกตกจากที่สูง: วิธีสังเกตอาการภายใน 72 ชั่วโมง
หากลูกน้อยพลัดตกจากเตียงหรือโซฟา ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยดังนี้:
-
ตั้งสติและห้ามเขย่าตัว: อย่าเพิ่งรีบอุ้มกระชากหรือเขย่าตัวเด็ก ให้รีบตรวจเช็กว่าเด็กยังรู้สึกตัวไหม ร้องไห้ทันทีหรือไม่ และแขนขาขยับได้ปกติไหม
-
เฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด 24 - 72 ชั่วโมง: เนื่องจากภาวะเลือดออกในสมองบางประเภทอาจเกิดขึ้นช้า ๆ และไม่แสดงอาการทันที
-
สัญญาณอันตรายที่ต้องส่งโรงพยาบาลเพื่อทำ CT Scan ด่วน:
-
มีอาการอาเจียน โดยเฉพาะการ อาเจียนพุ่ง
-
ซึม ง่วงนอนผิดปกติ ปลุกตื่นยาก หรือดูเบลอ ๆ ตื้อ ๆ
-
ร้องไห้งอแงไม่หยุด หรือมีอาการร้องกรีดแหลมยาวผิดปกติ
-
มีอาการชักเกร็ง หรือตาปรือลอย
-
ไม่ยอมดูดนม หรือมีอาการอ่อนแรง แขนขาขยับได้น้อยลง
-
ผู้เชี่ยวชาญย้ำทิ้งท้ายว่า การที่ไม่มีบาดแผลภายนอก ไม่ได้แปลว่าสมองส่วนในของลูกจะปลอดภัย ความประมาทเพียงไม่กี่วินาทีอาจส่งผลกระทบและสร้างความสูญเสียไปตลอดชีวิต
- ทำไมเด็กๆ ถึงหลับไปหลังจากโดนตี? ความจริงช่างน่าเศร้า พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่รู้ คิดว่าเหนื่อย...
- หัวอกแม่สลาย! ลูกชาย ป.2 ปวดท้องหนัก ตรวจเจอ "มะเร็งลำไส้" เพราะกิน 2 เมนูนี้ตั้งแต่เด็ก

ที่มาข้อมูล: รายงานเคสผู้ป่วยเด็กจากสำนักข่าวการแพทย์ Yangtse Evening Post

9 hours ago
3





English (US) ·