อ็อกซ์ฟอร์ด เตือน 3 วิธี "เก็บอาหาร" ทำแบคทีเรียโต-ขับถ่ายรวน แถมเสี่ยงมะเร็งเพิ่ม!

21 hours ago 4
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

มหาลัย Oxford ชี้ชัด! วิจัย 1.3 แสนคน นาน 26 ปี เผย "3 พฤติกรรมถนอมของเหลือ" ที่คนทำเยอะ แต่เสี่ยงมะเร็ง-ทำระบบย่อยพัง

ความเชื่อที่ว่าการรับประทานอาหารค้างคืนหรือของเหลือเป็นสาเหตุหลักที่เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง ถูกหักล้างด้วยผลงานวิจัยระยะยาวของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) ที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 130,000 คน ตลอด 26 ปี ทว่าผลวิจัยเตือนว่าสิ่งที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมการจัดเก็บและอุ่นอาหารที่ผิดวิธี ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง

เจาะลึก 3 พฤติกรรม "ถนอมของเหลือ" แบบผิดๆ ที่ต้องระวัง

1. ตั้งอาหารทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกินไป: การวางอาหารทิ้งไว้บนโต๊ะหลายชั่วโมงหลังรับประทานเสร็จเป็นสภาวะที่เรียกว่า Danger Zone ซึ่งเอื้อให้แบคทีเรียสืบพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาหารประเภทแกงน้ำซุปและอาหารทะเล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำให้อาหารเย็นลงในเวลาสั้นๆ และจัดเก็บเข้าตู้เย็นภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ

2. เก็บในตู้เย็นโดยไม่มีภาชนะปิดมิดชิด: การนำจานอาหารใส่ตู้เย็นโดยไม่ปิดฝาครอบส่งผลให้อาหารได้รับเชื้อโรคปนเปื้อนจากวัตถุดิบดิบอื่นๆ ที่แช่อยู่ร่วมกัน นอกจากนี้การเปิดประตูตู้เย็นบ่อยครั้งทำให้อุณหภูมิภายในไม่คงที่ จุลินทรีย์จึงยังสามารถเจริญเติบโตได้ จึงจำเป็นต้องใช้กล่องถนอมอาหารที่มีฝาปิดล็อกสนิทเสมอ

3. การอุ่นอาหารไม่ทั่วถึงและรีบรับประทาน: พฤติกรรมการอุ่นอาหารค้างคืนเพียงไม่กี่นาทีทำให้ความร้อนสัมผัสเฉพาะผิวภายนอก แต่แกนกลางอาหารยังไม่ร้อนพอที่จะฆ่าแบคทีเรียได้ ข้อมูลทางสถิติระบุว่าผู้ที่กินของเหลือโดยอุ่นไม่แกะกล่องและเคี้ยวไม่ละเอียด มีโอกาสเกิดปัญหาท้องอืด ท้องเสีย และระบบย่อยอาหารแปรปรวนสูงกว่าปกติถึง 16% สำหรับอาหารประเภทน้ำแกงควรต้มให้เดือดพล่านก่อนนำมากินซ้ำ

บทสรุปทางการแพทย์: ปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์คือตัวการที่แท้จริง

ผลการศึกษาจาก Oxford เน้นย้ำว่า แท้จริงแล้วกลุ่มผู้ประทังชีวิตด้วยของเหลือเป็นประจำมักมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีดัชนีมวลกาย (BMI) เกินมาตรฐาน มีความเครียดสะสมสูง พักผ่อนน้อย และขาดการขยับเขยื้อนร่างกาย ซึ่งภาวะเครียดเรื้อรังจะเข้าไปกดภูมิคุ้มกันในการซ่อมแซมเซลล์ ขณะที่โรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับในการกระตุ้นมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับอ่อน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพองค์รวมจึงมีความสำคัญสูงสุดในการป้องกันโรค


 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและงานวิจัยคลินิก (References):

  • University of Oxford Population Health & Long-term Epidemiological Studies. งานวิจัยเชิงระบาดวิทยาและพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะยาว 26 ปี เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของประเภทอาหารเหลือค้างคืนและอัตราการเกิดเนื้องอก
  • World Health Organization (WHO) Food Safety Guidelines. คู่มือมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารว่าด้วยการป้องกันอุณหภูมิในกลุ่ม Danger Zone และการปนเปื้อนข้ามของเชื้อจุลินทรีย์ในครัวเรือน
Read Entire Article