เกิดจากอะไร? ทำไมบางคนเหงื่อท่วม "แต่ไม่มีกลิ่น" ในขณะที่บางคนกลิ่นตัวแรงจนฉุน!

7 hours ago 4
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

เหงื่อท่วมแต่ไม่มีกลิ่น VS กลิ่นตัวแรง! เฉลยเหตุผล พร้อมเตือน 6 กลิ่นแปลก สัญญาณโรคร้าย

เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนหรือช่วงที่สภาพอากาศอบอ้าว ระบบสั่งการของร่างกายจะกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อขับของเหลวออกมาเพื่อระบายความร้อน ทว่าสิ่งน่าสนใจที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดบางคนแม้จะมีเหงื่อท่วมตัวกลับไม่มีกลิ่นกาย ในขณะที่บางคนเพียงขยับตัวเล็กน้อยก็ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกมาอย่างรุนแรง ประเด็นนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่า "กลิ่นกายไม่ใช่อุทาหรณ์เรื่องสุขอนามัยเพียงอย่างเดียว" แต่ยังสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับระบบฮอร์โมน พันธุกรรม ระบบนิเวศแบคทีเรียบนผิวหนัง และที่น่ากลัวที่สุดคือ อาจเป็นสัญญาณเตือนทางอ้อมของโรคร้ายแรงภายในร่างกาย

ทำไมคนเราถึงส่งกลิ่นกายไม่เท่ากัน?

ทางการแพทย์ระบุว่า เหงื่อที่หลั่งออกมาจากต่อมเหงื่อทั่วไป (Eccrine Gland) จะมีองค์ประกอบหลักเป็นน้ำและเกลือแร่ ซึ่งเกือบจะไม่มีกลิ่นใด ๆ ทว่ากลิ่นกายเฉพาะตัวจะเกิดขึ้นเมื่อของเหลวเหล่านี้หลั่งออกมาสัมผัสกับแบคทีเรียประจำถิ่นบนผิวหนัง โดยเฉพาะในบริเวณอับชื้น เช่น รักแร้ ขาหนีบ และเท้า

ศูนย์ศัลยกรรมความงามทางการแพทย์ โรงพยาบาลประชาชนเขตฮัวตู่ (กว่างโจว ประเทศจีน) เผยว่า ปัจจัยที่กำหนดความรุนแรงของกลิ่นกายประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ระดับฮอร์โมนเพศชายที่กระตุ้นต่อมเหงื่อขับไขมัน ภาวะความเครียดที่ส่งผลให้ร่างกายหลั่งเหงื่อที่มีความเข้มข้นของโปรตีนสูง และลักษณะของเครื่องแต่งกายที่อับชื้น นอกจากนี้ พฤติกรรมการบริโภคอาหารรสจัด เช่น กระเทียม หอม เครื่องเทศ แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และปัจจัยทางพันธุกรรม ล้วนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนโครงสร้างกลิ่นกายให้รุนแรงขึ้น

เช็กด่วน! 6 กลิ่นตัวผิดปกติ สัญญาณเตือนสุขภาพเข้าขั้นวิกฤต

หากปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างดี อาบน้ำตัดแต่งขน และใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายแล้ว แต่ร่างกายยังคงส่งกลิ่นผิดปกติเหล่านี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง แพทย์เตือนว่านี่อาจเป็น "สัญญาณเตือนภัย" จากระบบภายในร่างกาย:

1. กลิ่นแอปเปิ้ลเน่าหรือผลไม้หมัก: สัญญาณเตือนวิกฤต "โรคเบาหวาน"
หากลมหายใจหรือกลิ่นกายมีลักษณะหอมหวานคล้ายผลไม้หมักหรือแอปเปิ้ลเน่า อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะเลือดเป็นกรดจากสารคีโตนในผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetic Ketoacidosis - DKA) ซึ่งเกิดจากร่างกายขาดอินซูลินอย่างรุนแรงจนต้องนำไขมันมาเผาผลาญแทนน้ำตาล ทำให้เกิดสารอะซิโตน (Acetone) สะสมในกระแสเลือด ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันทีเพื่อป้องกันการหมดสติและเสียชีวิต

2. กลิ่นคาวคล้ายน้ำปัสสาวะ: สัญญาณเตือน "โรคไตเสื่อม"
เมื่อระบบการทำงานของไตมีประสิทธิภาพลดลง ร่างกายจะไม่สามารถขับสารยูเรียและสารประกอบไนโตรเจนออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ สารตกค้างเหล่านี้จะถูกขับออกทางลมหายใจและต่อมเหงื่อแทน ส่งผลให้ร่างกายส่งกลิ่นคาวคล้ายแอมโมเนียหรือน้ำปัสสาวะ หากพบอาการร่วม เช่น ขาบวม ปัสสาวะน้อยลง หรืออ่อนเพลียเรื้อรัง ควรรีบตรวจฟังก์ชันไตโดยด่วน

3. กลิ่นปากเหม็นเปรี้ยวรุนแรงและเรื้อรัง: สัญญาณเตือน "ติดเชื้อแบคทีเรีย HP ในกระเพาะอาหาร"
อาการกลิ่นปากเรื้อรังที่แก้ไม่หายด้วยการแปรงฟันหรือขูดลิ้น อาจมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (HP) ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งประเภทที่ 1 เนื่องจากเชื้อนี้ก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรังและเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

4. กลิ่นคาวปลาเน่าบริเวณจุดซ่อนเร้น: สัญญาณเตือน "มะเร็งและระบบติดเชื้อภายใน"
ในสตรีหากตกขาวมีกลิ่นคาวปลาอย่างรุนแรง มีสีเขียวปนเหลือง อาจเกิดจากช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ทว่าหากพบสารคัดหลั่งมีลักษณะปนเลือด เป็นน้ำใสคล้ายน้ำล้างข้าว และมีกลิ่นเหม็นเน่าผิดปกติ แพทย์แนะนำให้เข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกทันทีเพื่อความปลอดภัย

5. กลิ่นอุจจาระเหม็นคาวรุนแรงผิดปกติ: สัญญาณเตือน "ระบบลำไส้แปรปรวนและมะเร็งลำไส้ใหญ่"
หากระบบขับถ่ายส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงกว่าปกติอย่างชัดเจน ร่วมกับมีอาการท้องเสียสลับท้องผูกเรื้อรัง หรือน้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ อาจเป็นข้อบ่งชี้ของภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง ระบบดูดซึมสารอาหารบกพร่อง หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

6. กลิ่นปลาเน่าหรือไข่เน่าทั่วร่างกาย: สัญญาณเตือน "โรคทางพันธุกรรมกลุ่มเมตาบอลิก"
การที่ร่างกายส่งกลิ่นคาวปลาอย่างรุนแรงตลอดเวลาแม้จะอาบน้ำบ่อยครั้ง อาจเกิดจาก กลุ่มอาการกลิ่นคาวปลา (Trimethylaminuria) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้ยาก เกิดจากร่างกายขาดเอนไซม์ในการย่อยสลายสารทรีเมทิลลามีน ทำให้สารดังกล่าวขับออกมาทางเหงื่อและน้ำลาย

บทสรุปและการรักษาที่ถูกต้อง

ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและอายุรกรรมเน้นย้ำว่า อย่าใช้เพียงน้ำหอมหรือสเปรย์ระงับกลิ่นกายเพื่อบดบังกลิ่นที่ผิดปกติของร่างกาย หากพบว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปรของกลิ่นกายอย่างกะทันหันและยาวนานโดยไม่สัมพันธ์กับสุขอนามัย ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ และตรวจระบบทางเดินอาหารอย่างละเอียด เพราะกลิ่นกายเหล่านั้นอาจเป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือล่วงหน้า

 

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO): Helicobacter pylori and Gastric Cancer Classification Reports
  2. Harvard Health Publishing: What Your Body Odor Can Tell You About Your Health
Read Entire Article