จากเด็กโฆษณาสู่นักแสดงหนัง 800 ล้าน! เดนิส เจลีลชา เผยความจริงเบื้องหลังชีวิตนักแสดง ที่ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด ความท้าทายและแรงกดดันที่ต้องเผชิญ เล่าประสบการณ์การลดน้ำหนักที่ผิดวิธี เรียนรู้ที่จะดูแลสุขภาพกายและใจอย่างยั่งยืน แชร์ Mindset ใหม่ที่ทำให้รักตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้ยังเผยถึงผลกระทบจากคำคอมเมนต์ในโซเชียล แม้จะต้องทำงานหนักแต่ก็ยังมีความสุขและภูมิใจในเส้นทางที่เลือก ในรายการ Prime Cast
ชีวิตช่วงนี้เป็นยังไง ทำอะไรอยู่บ้าง ?
เดนิส : ช่วงนี้ก็มีเรียนซะส่วนใหญ่ เพราะว่าตอนนี้อยู่ปี 2 ม.รังสิตค่ะ แล้วก็มีทำงานด้วย เพราะว่ามี ภ.ธี่หยด 3
แบ่งเวลายากไหมเรียนกับทำงาน ?
เดนิส : แรกๆ ก็นิดหนึ่ง เราอาจจะแบบยังปรับตัวไม่ได้กับความเป็นมหาลัยไง แต่ว่าพอเราเจอเพื่อนดี เจอแบบอาจารย์ดี เขาก็ช่วยเยอะ
เข้าวงการตั้งแต่อายุเท่าไหร่ เริ่มถ่าย ธี่หยด เป็นยังไงบ้าง ?
เดนิส : จริงๆ งานแรกของหนูเลยเป็นโฆษณาค่ะ ตอนประมาณ 10 ขวบ เป็นเด็กโฆษณามาก่อน แล้วก็เข้าช่อง 3 ตอนประมาณอายุ 14 ค่ะ เล่น ธี่หยดก็อายุ 15-16 ประมาณนี้
เล่นหนังผีเรื่องแรกตอนอายุ 15 กลัวไหม ?
เดนิส : จริงๆ ส่วนตัวพื้นฐาน เป็นคนไม่กลัวผีเลย ไม่กลัวความมืด เพราะว่าแม่กลัวมาก ตัวเองก็เลยไม่กลัว เพราะจริงๆ เรารู้อยู่แล้วว่าช่อง 3 ทำละครใช่ไหมคะ แต่เราไม่เคยรู้ว่าช่อง 3 ทำหนัง จนจู่ๆ เขาก็บอกว่าช่องกำลังจะทำหนังเรื่องหนึ่ง ก็เลยขอไปแคส ตอนนั้นตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต เพราะว่าอยากเล่นหนังมาก เป็นความฝันเลย บอกตัวเองเลยว่าแบบ บทนี้ต้องได้ ยังไงก็ต้องได้ เพราะว่าเหมือนโอกาสมันมาแล้ว เราก็ต้องรีบคว้าไว้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นถ่ายละคร 7 วันเลย ไม่มีคิวให้หนังแน่นอน แต่ใจมันอยากไง อยากจะไปแคสก่อน พอได้ ดีใจมาก
โชคดีมากที่รู้ตัวเองว่าต้องการอะไร มีแพชชั่นด้านนี้ตั้งแต่เด็ก กดดันตัวเองไหมตอนนั้น ?
เดนิส : ใช่ค่ะ จริงๆ กดดันมาก คือแบบเหมือนด้วยความที่มันเป็นเป้าหมายเดียวของเราเลย ว่ามันเป็นอาชีพเดียวที่เรารู้สึกว่าจะทำ มันดูยิ่งใหญ่มากก็เลยกดดันตัวเองมากเหมือนกัน ยิ่งช่วงถ่ายธี่หยดแรกๆ มันยากมาก เพราะว่าเราเล่นละครมาก่อนมันไม่เหมือนกัน ก็ใช้ความพยายามเยอะมากๆ เพราะว่ามันเป็นความฝันของเราด้วย ส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นกดดันที่ดี รู้สึกว่าเวลามีความกดดันตัวเอง เราจะทำสิ่งนั้นออกมาได้ดี ดูแบบตั้งใจ แต่มันก็ไม่ทุกเรื่องนะแค่ในเรื่องการแสดงบางครั้ง
พี่ณเดชน์ ทำให้เรากดดันมากขึ้น หรือว่าเขาช่วยเรา ?
เดนิส : คือด้วยความที่คนอื่นเขาอาจจะมีความแบบว่าตื่นเต้นมากที่เจอพี่แบรี่อะไรอย่างงี้ แต่ว่าด้วยความที่หนูไม่ค่อยดูละครเท่าไหร่ เราแค่รู้สึกว่าเกรงใจเขามากกว่า เพราะว่าเขาทำงานมานานแล้ว กลัวว่าเราเล่นไม่ได้เขาจะเสียเวลาไหม เราไม่ได้สักที แต่ว่าพี่แบรี่น่ารักมากๆ แล้วเขาก็ช่วยเยอะมากเหมือนกัน มีซีนหนึ่งที่เราเล่นไม่ได้สักที เขาก็จะเดินมาบอกว่าเดนิสมันเป็นแบบนี้นะเล่าให้เราฟัง ก็เหมือนสบายใจขึ้นด้วยกับการทำงานกับเขา
แล้วเรื่องละลายพฤติกรรมด้วยการตดคืออะไร ?
เดนิส : (หัวเราะ) ก็คือเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่า พี่แบรี่ชอบตดมาก วันแรกที่ไปถ่ายที่หยด อยู่ๆ เขาก็เดินมาเงียบๆ แล้วสักพักเขาก็แบบ เฮ้ย! ทำเหมือนเกิดอะไรขึ้น เราก็งงเกิดอะไรขึ้น สักพัก ปู๊ด! มาเลย หลังจากนั้นก็ อ๋อ! เป็นคนแบบนี้
ทำงานตั้งแต่เด็กมันสอนให้เรามีวินัยมากขึ้นไหม ?
เดนิส : มากๆ เพราะว่าเราจะชอบโดนผู้ใหญ่พูดสอนว่า นักแสดงที่ดีคือต้องตรงต่อเวลานะ ห้ามให้คนอื่นรอ เราต้องไปก่อนเขา เราก็จะได้ยินคำนี้มาตลอด มันทำให้เรารู้สึกว่าถ้าไปสายจะรู้สึกผิดมาก ก็จะกลายเป็นคนมีวินัย เป็นคนตรงเวลามาก
แล้วมีเรื่องอะไรอีกบ้าง ที่เขากดดันเราตอนเด็กๆ ?
เดนิส : น่าจะเป็นเรื่องดูแลตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง ที่เขาก็จะบอกมาว่า ต้องลดน้ำหนักนะ เป็นเรื่องที่หลายๆ คนน่าจะอาจจะเคยเจอมา สิวขึ้นต้องไปรักษาสิวนะ นู่นนี่นั่นอะไรอย่างงี้ค่ะ แล้วก็ไหนจะเรื่องการแสดง จริงๆ เราก็มีหลายอย่างที่ทำให้เรากลายเป็นคนตั้งใจกับทุกอย่างไปหมดเลย
ดูแลตัวเองยังไงบ้าง ?
เดนิส : จริงๆ ตอนเด็ก ตอนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำไง เพราะด้วยความที่เราโตมาที่บ้านไม่เคยพูดเรื่องแบบนี้ ไม่เคยพูดว่าเราอ้วน เราไม่ดี เราไม่สวยเลย พอเรามาเจอสังคมใหม่ ก็จะเป็นฟีล Culture Shock ช็อกไปสักพักหนึ่งว่าแล้วไงต่อ เราต้องทำยังไงถึงจะต้องลดน้ำหนักได้ วันนั้นเป็นวันฟิตติ้งเรื่องหนึ่ง เขาก็ พูดมาว่าอ้วนไปนิดหนึ่งเนาะ ลดให้พี่หน่อยนะสัก 5 โล เหมือนช่วงนั้นเรายังเด็กเราก็จะมีสิวผดมีอะไรค่อนข้างเยอะ แบบเป็นวัยฮอร์โมนด้วย เขาก็เหมือนแบบว่า เออทำยังไงสิวถึงจะหาย ล้างหน้าสะอาดหรือเปล่า ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินใครพูดกับเราแบบนี้มาก่อน ก็เลยแบบช็อกเลย กลับบ้านร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง พอหลังจากนั้นเราก็หาวิธีว่าทำยังไงถึงจะผอม ทำยังไงถึงจะสวย เริ่มเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่ๆคนอื่น ก็เลยเริ่มเข้าสู่การดูแลตัวเองแบบไม่ถูก
พอมีคนทักเก็บมาคิด ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่ไหม ?
เดนิส : มีคนชอบก็ต้องมีคนไม่ชอบ มีคนชมเราก็ต้องมีคนบอกว่าเรายังไม่ดีตรงไหน ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ตอนเด็กเราไม่เข้าใจหรอก
เคยลดน้ำหนักผิดวิธี ?
เดนิส : ใช่ค่ะ เคยทำมาหลายอย่างมาก อดข้าว ไม่กินข้าว กินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ กิน 2-3 คำอิ่มแล้ว หรือไม่ช่วงนั้น มีโลว์คาร์บที่แบบฮิตๆ คีโต ตัดคาร์บออกไปเลยก็มี ลองมาหมดแล้ว ตอนนั้นจากน้ำหนัก 55-56 ลงไปประมาณ 48-49 รู้สึกว่าช่วงนั้นผอมที่สุดตั้งแต่เคยผอมมาแล้ว เราได้หุ่นที่อยากได้ แต่ชีวิตเราไม่ Healthy เลย ช่วงนั้นไปทำงาน พี่ผู้กำกับเขาก็จะบอกว่า วันนี้เป็นอะไรทำไมดูไม่มี Energy เลย ด้วยตัวละครมันต้องมี Energy ช่วงที่เริ่มผอมลงๆ พี่นักแสดงด้วยกันเขาก็จะบอกว่าช่วงนี้ดูหน้าเหนื่อยๆ ไม่สดใสเลย
จุดที่ทำให้เราคิดว่าต้องหยุดอดอาหาร กลับมาเริ่มกินคือเกิดอะไรขึ้น ?
เดนิส : มันมีจุดหนึ่งที่เราคุมอาหารไม่พอ เราก็เข้าฟิตเนสด้วย พอเราทำเกินลิมิตตัวเองเยอะมากๆ พอหนูเข้าฟิตเนสปุ๊บ ออกกำลังกายไปสักพักก็หน้ามืด อ้วกกลางฟิตเนสเลย เพราะว่าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว เพราะว่าก็เข้าโรงพยาบาลบ่อยปวดท้อง หมอบอกว่าเครียดลงกระเพาะหลายอย่างมาก จนเริ่มรู้สึกกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราอายุเท่าไหร่เอง ทำไมต้องทำขนาดนี้ มันอาจจะมีวิธีที่ดีกว่านั้น
เกิดเหตุการณ์นั้นก็เลยกลับมาเริ่มกินแบบปกติมากขึ้น แล้วน้ำหนักเด้งไหม ?
เดนิส : ใช่ค่ะ แรกๆ เด้งเยอะเลยกลับมาเท่าเดิมเลย เหมือนเรายังไม่เจอวิธีที่ถูกต้อง ยังไม่รู้ว่าหุ่นที่ดีคืออะไร จนวันหนึ่ง เราก็เริ่มฟัง Podcast เยอะๆ เริ่มฟังคนโน้นคนนี้พูด พี่ๆ ในวงการฟังตัวอย่างว่าเขาทำอะไรบ้างถึงได้ได้รู้ว่าจริงๆ มันมีวิธีที่ Healthy กับชีวิต เราก็เริ่มปรับไป เพราะว่าต้องฟังตัวเองเยอะๆ ฟังเสียงร่างกายตัวเอง ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกว่าหุ่นที่ดี คือหุ่นที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ผอมเกินไป ปรับไปเรื่อยๆ วันนี้อยากกินก็กิน แต่ว่าพรุ่งนี้เราก็กลับมาคุมเหมือนเดิม
ทุกวันนี้ Mindset เรื่องการดูแลหุ่นเป็นยังไงบ้าง ?
เดนิส: ก็ดีขึ้นเยอะ สมมติแฮมเบอร์เกอร์อันหนึ่ง เรากลับมองว่ามันมีอะไรบ้าง อันนี้มีโปรตีนนะ ถ้าเรากินเนื้อจะได้โปรตีน หรือว่าอันนี้คาร์บ อันนี้ไขมันดี รู้มากขึ้นว่าควรกินอะไรบ้าง บางทีเรากินเยอะไปก็ไม่ได้รู้สึกผิด เพราะรู้ว่าร่างกายต้องการสิ่งนั้นน่ะ ตอนนี้รู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาก เราเลิกกลัวอาหาร เราสามารถกินได้เหมือนคนทั่วๆ ไป เพื่อนชวนไปกินข้าวข้างนอกเราก็ยัง Enjoy กับเขาได้อยู่ รู้สึกว่าเทรนเนอร์ก็เป็นส่วนสำคัญเหมือนกันที่แบบช่วยให้เรารู้ว่า ว่าวิธีการดูแลตัวเองมันแบบเป็นยังไงบ้าง ทั้งการออกกำลังกายด้วย ทั้งเรื่องกินด้วยเขาก็มีบอกเรา ได้ความรู้จากเขาด้วย ตอนนี้รู้สึกว่าดูแลสุขภาพตัวเองก็พอค่ะ ไม่ได้มีเป้าหมายว่าตัวเองต้องหุ่นแบบคนนี้นะ ขอแค่สม่ำเสมอทำทุกวัน ถ้าอาทิตย์นี้ไปออกกำลังกายได้ ก็จะไปให้ได้สม่ำเสมอ ไม่ต้องออกทุกวันก็ได้ เอาที่แฮปปี้
ดูแลผิวยังไงบ้าง ?
เดนิส : แต่ก่อนอย่างที่บอกว่ามีสิวเยอะมาก แล้วเราก็ได้รู้จักการเข้าคลินิกขึ้นมาจากพี่หลายๆ คน เราก็เลยรู้ว่ามันมีสิ่งที่ช่วยเราได้ นอกจากการทาสกินแคร์ เหมือนตอนนั้นทาตัวที่แพงแค่ไหน 2-3,000 บาท ทายังไงหน้ามันก็ไม่ดีขึ้นเลย จนเราต้องหาหมอที่เขารู้จริงๆ ว่าเราเป็นอะไร การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมันก็เป็นข้อดีนะทุกคน เราได้รู้ความจริง มันดีขึ้นค่ะ เพราะตอนนั้นกินยาด้วยเพื่อให้มันหายปรับฮอร์โมน แล้วทุกวันนี้ตั้งแต่ไม่มีสิวมา สิ่งที่ทำปกติ กินน้ำเยอะๆ นอนเยอะๆ แล้วก็ใช้สกินแคร์ที่เรารู้สึกว่าเข้ากับเรา เรียนรู้เยอะเหมือนกัน มีช่วงหนึ่งบ้าสกินแคร์มาก
คนชอบบอกว่าชีวิตนักแสดงมันง่าย เดี๋ยวนี้บอกเขาสิว่าง่ายหรือเปล่า ?
เดนิส : ทุกคนคะ บอกเลยว่าตอนที่หนูจะมาเป็นนักแสดง เพราะคิดว่ามันสวยงาม อยู่กับแสงสี เราก็อยากจะทำ พอมาทำเท่านั้นแหละ ต้องบอกว่านักแสดงสบายกี่โมง
ตั้งแต่เข้าวงการมาจนตอนนี้ เจอคอมเมนต์โซเชียลเยอะไหม ?
เดนิส : ด้วยความที่ตอนที่เราเล่นละครมาก่อนหนัง อาจจะยังไม่ ได้เจอคอมเมนต์เยอะมาก เพราะว่าเราอาจจะยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากขนาดนั้น แต่ว่าเพราะว่า ธี่หยด นี่แหล่ะค่ะ เราถึงได้รู้ว่ากระแสโซเชียลมีผลต่อเรา มีผลต่อสภาพจิตใจเหลือเกิน เพิ่งรู้ตอนนั้นเลย เคยเห็นแต่พี่คนอื่นพูดแต่เราไม่เคยเจอ พอเจอด้วยตัวเองถึงได้รู้ว่า มันมีคนคิดกับเราแบบนี้ เหมือตอนเราเล่นหนังก็จะมีคนบอกว่าเล่นไม่ดีเลย เล่นเหมือนเล่นละคร กลับไปเล่นละครไหม เป็นนางเอกได้ไงไม่สวย คอมเมนต์มากมายที่คนในชีวิตจริงคงไม่เดินมาพูดกับเราแบบนี้ พอเราเห็นแรกๆ ก็ช็อกแล้วก็เสียใจ นอยว่าทำไมเขาถึงคิดกับเราแบบนี้ พอเราเริ่มเจอ เริ่มรู้สึกว่า Toxic กับตัวเรา ก็เลยเลือกที่จะแทบไม่อ่านคอมเมนต์เลย เลือกที่จะไม่รับรู้ดีกว่า ไม่ดูทั้งคำชมทั้งคำติไปเลย ก็รู้สึกโอเคกับตัวเอง รู้สึกว่าเป็นวิธีที่หนูว่ามันเวิร์คกับเรา
Burn out บ้างไหม ?
เดนิส : ก็มีบ้าง จริงๆ หนูดีขึ้นเยอะมากแล้วนะ แต่ก่อนกดดันตัวเองยิ่งกว่านี้ สมมติแค่มานั่งสัมภาษณ์คุยกันแบบนี้ หนูจะกดดันแล้วว่าจะคุยกับพี่ยังไงดี หรือว่าพี่จะชอบหนูไหม ดีที่ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว ถามว่า Burn out ไหม คือมีบ้างที่รู้สึกหมดไฟแล้วไม่อยากทำเหนื่อยจังเลย แต่ว่าสุดท้ายก็เดี๋ยวพอหลับปุ๊บตื่นเข้ามาวันใหม่หายแล้ว ปล่อยให้ตัวเองได้ร้องไห้ไปเลย ตอนนี้อยากร้องแค่ไหนร้อง พอหลับตื่นขึ้นมาวันใหม่ก็เริ่มใหม่ รีเซ็ต
เสียดายชีวิตวัยรุ่นบ้างไหม ?
เดนิส : เป็นคำที่คนถามเยอะมาก แต่ว่าจะพูดตลอดว่าไม่เคยเสียดายชีวิตวัยรุ่นเลย เพราะว่าหนูก็ใช้ชีวิตอยู่ แต่แค่ใช้ไม่เหมือนคนอื่นเฉยๆ เป็นชีวิตในแบบที่หนูเลือกเอง แล้วเราก็ชอบ แล้วก็สนุกกับมัน จริงๆ ทำตัวเหมือนคนทั่วไป เดินห้าง อะไรทุกอย่าง ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนอื่นอยู่
เห็นว่าเป็นคนกลัวความตาย ?
เดนิส : ใช่ ก็ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่ากลัวได้ไหม แต่ว่าเหมือนทำทุกอย่างเต็มที่มาก เพราะว่ากลัวพรุ่งนี้จะไม่ได้ตื่นมาทำ เป็นแบบนั้น ถ้ารู้สึกว่าสิ่งนี้ทำแล้วมันโอเค อย่างเช่นเรื่อง Simple แค่แบบว่าไปทำอะไรเสี่ยงๆ เล่นเครื่องเล่นสักอย่างที่มันน่ากลัวมากแล้วทุกคนจะอย่าเล่นเลยอันตราย เราจะรู้สึกว่าไม่ได้ ถ้าสมมติว่าพรุ่งนี้หนูไม่ตื่นมาล่ะ อาจจะไม่ได้เล่นก็ได้นะ มันก็เหมือนเราใช้กับหลายๆ เรื่องเหมือนกันว่าเราจะทำอะไร จะเต็มที่มากแบบเกินร้อยทุกเรื่อง เพราะว่าคิดว่าอาจจะไม่ได้ทำมันอีก
สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=pEvMnRUQcGQ