“เจมีไนน์–โฟร์ท” เปิดใจชื่อเสียงเปลี่ยนชีวิต! เจอดราม่าจนได้บทเรียนครั้งใหญ่
2 หนุ่มฮอต “เจมีไนน์-นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ และ โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล” เปิดใจถึงอีกด้านของการเติบโตในวงการบันเทิงผ่านรายการ Woody Talk หลังชื่อเสียงและโซเชียลมีเดียทำให้ทั้งคู่เรียนรู้ว่าการเป็นตัวเอง 100% อาจไม่ง่ายเหมือนวันแรกที่เข้าวงการ ยอมรับต้องระวังคำพูดและลดความเป็นตัวเองลง แต่พยายามรักษาตัวตนและบาลานซ์การใช้ชีวิตให้มีความสุข พร้อมเปิดบทใหม่ในละครเวที “รักแห่งสยาม” เรื่องราวที่เคยสร้างความประทับใจให้กับคนดู พร้อมเผยอีกด้านของชีวิตทั้งการดูแลครอบครัว การบริหารเงิน และการวางแผนอนาคตของ 2 หนุ่มที่เติบโตขึ้นทั้งในฐานะศิลปินและคนทำงาน
เจมีไนน์-นรวิชญ์ ฐิติเจริญรักษ์ และ โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล ร่วมพูดคุยในรายการ Woody Talk
บทเรียนจากดราม่าโซเชียล เมื่อการเป็นตัวเอง 100% ต้องแลกด้วยความระมัดระวัง
เมื่อต้องเผชิญกับคำถามที่ว่าชื่อเสียงส่งผลให้มีความเป็นตัวเองมากขึ้นหรือน้อยลง โฟร์ท ได้เปิดเผยมุมมองหลังการเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า
"มันมีหลายระยะ สมมุติว่าเราพิมพ์อะไรไปเจอดราม่าอะไรแบบนี้เราก็จะถอยออกมาไกลมากๆ เลย จะไม่พิมพ์อะไรทั้งนั้น จะไม่พูดอะไรทั้งนั้น จะลดความเป็นตัวเองลง ช่วงแรกๆ จะเป็นแบบนี้ มันก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง รู้สึกว่าท้ายที่สุดแล้วในการพิมพ์ออกไปเป็นสิ่งสำคัญมาก เลยอยากให้ทุกคนเข้าใจเจตนาจริงๆ ของผมเองว่าไม่ได้มีเจตนาอะไรที่ไม่ดีเลย สิ่งที่ผมพิมพ์ไปผมอยากสร้างความบันเทิง อยากสร้างความสนุกให้กับทุกคน แต่มันมีบางคำพูดที่ก็ควรต้องระวัง ก็พยายามที่จะบาลานซ์ให้มันดีๆ ไม่ใช่ถอยไปจนไม่เป็นตัวเราเลย แค่ถอยไปปุ๊บแล้วก็เดินหน้าต่อไปให้มันอยู่ตรงกลางครับ และพยายามนำเสนอมุมที่แฟนคลับชอบให้ได้มากที่สุด มุมที่เขาไม่ชอบเราก็เก็บไว้กับตัว"ด้าน เจมีไนน์ เล่าถึงการปรับตัวและ Mindset ในการทำงานวงการบันเทิงว่า
"ผมเข้ามาในวงการด้วย Mindset ที่ว่าเราต้องเป็นตัวเอง 100% ถ้าคนจะชอบเราก็ต้องชอบที่เป็นเรา แล้วก็ทำแบบนั้น แล้วก็นำเสนอในมุมที่เป็นเราที่สุด จนวันหนึ่งเราได้อยู่ในโลกโซเชียล โลกออนไลน์ หลายคนก็มีหลายความคิดเห็น จะสามารถที่จะพิมพ์อะไรก็ได้ลงไปในอินเตอร์เน็ต ใครจะมาติอะไรก็ทำได้ง่ายมากๆ โดยที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ผมก็ได้เรียนรู้เรื่องนี้ตอนที่โดนดราม่าเหมือนกันครับ ว่าไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ 100% เพราะว่าสังคมตอนนี้เปลี่ยนไป อาจจะมีความเซนซิทีฟมากขึ้น อาจจะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นในคำพูดของเรา เพราะหลายคนก็อาจจะไม่ได้ชอบเราที่เป็นเรา ถ้าถามว่าเป็นตัวเองไหม 100% ก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็นแล้วกัน แต่ว่าก็ยังคีปความเป็นตัวเองในวงการบันเทิงไว้ได้อยู่เยอะมากๆ ผมพยายามจะเป็นตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ไปทำอะไรให้เดือดร้อนใคร หรือว่าไปมีปัญหากับใครครับ แล้วก็อยากอยู่ในวงการอย่างมีความสุข เพราะถ้าผมไม่เป็นตัวเองก็ไม่มีความสุขเหมือนกัน แล้วเชื่อว่าหลายๆ คนที่ติดตามผมจากความที่ผมเป็นผม"ก้าวสู่ความท้าทายครั้งสำคัญในละครเวที “รักแห่งสยาม”
สำหรับความรู้สึกเมื่อได้รับการทาบทามให้ร่วมแสดงในโปรเจกต์ละครเวทีฟอร์มยักษ์ “รักแห่งสยาม” เจมีไนน์ เปิดเผยว่าในตอนแรกตนเองยังไม่รู้จัก เนื่องจากภาพยนตร์เข้าฉายเมื่อ 19 ปีก่อน ซึ่งขณะนั้นตนมีอายุเพียง 3 ขวบ แต่เมื่อได้ศึกษาและรับชมผ่าน Netflix ก็เห็นถึงความน่าสนใจในฐานะผลงานบุกเบิกแนว BL ของไทย พร้อมกล่าวถึงความยากว่าเป็นการทำงานที่ท้าทายที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะต้องผสานทั้งการร้องเพลง การแสดง และการเต้นในรูปแบบการแสดงสดหน้างานทั้งหมด
ขณะที่ โฟร์ท ยอมรับว่าตกหลุมรักศาสตร์ละครเวทีหลังมีโอกาสได้ชมเรื่อง "ฟ้าจรดทราย" และ "เมืองมารยา" พร้อมมองว่าเสน่ห์ของละครเวทีช่วยจุดประกายความหลงใหลทางการแสดงอย่างมาก ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงประเด็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมกับตอนจบของตัวละคร โฟร์ท มองว่าอาจจบลงเช่นเดิม เนื่องจากแก่นแท้อยู่ที่ความกล้าของตัวละครในการทลายกำแพงของตนเองและสังคม ซึ่งมองว่าเป็นตอนจบที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง
เจมีไนน์ และ โฟร์ท เตรียมก้าวสู่บทบาทใหม่ในละครเวที รักแห่งสยาม รูปแบบมิวสิคัล
เคมีมิตรภาพ 5 ปี และการเป็น Perfect Match
ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกัน 5 ปี และรู้จักกันมาร่วม 7 ปี ทั้งสองคนต่างมองเห็นพัฒนาการของกันและกัน โดย เจมีไนน์ ระบุว่าประทับใจการแสดงของ โฟร์ท ที่พัฒนาจากการสื่อสารผ่านสายตามาเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านคำพูดได้อย่างชัดเจน พร้อมกล่าวว่าความคุ้นเคยทำให้การทำงานเข้าขากันอย่างสมบูรณ์แบบโดยแทบไม่ต้องนัดแนะ ขณะที่ โฟร์ท ชื่นชมความทุ่มเทของ เจมีไนน์ ที่ปรับเทคนิคการร้องจากสไตล์ป็อป R&B มาสู่เสียงที่กังวานชัดเจนตามมาตรฐานของละครเวที
การดูแลครอบครัวและการจัดสรรเงินเพื่ออนาคต
ในด้านการจัดการชีวิตส่วนตัวและการเงิน เจมีไนน์ เผยว่าปัจจุบันตนรับหน้าที่เป็นผู้หารายได้หลักของครอบครัว จึงปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการประหยัดมาเป็นการลงทุนอย่างจริงจัง ทั้งในทองคำ หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการทำธุรกิจร้านคอหมูย่าง Pick Me Up
ส่วน โฟร์ท ใช้หลักการแบ่งเงินออกเป็นความจำเป็น (Need) และความต้องการ (Want) โดยจำกัดงบประมาณในส่วน Want เพียง 10% เท่านั้น และเน้นเก็บเงินเพื่อการลงทุนเป็นหลัก พร้อมก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า NUMONE (นิว โม เนะ) เพื่อเป็นกิจกรรมให้คนในครอบครัวทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และน้องสาวได้ร่วมทำงานด้วยกัน
สองศิลปินหนุ่มกับการวางแผนทางการเงินและธุรกิจเพื่อสร้างรากฐานครอบครัวที่มั่นคง
สามารถติดตามรับชมรายการ WOODY TALK ได้ทางช่องทาง Podcast : WOODY TALK, Facebook: Woody และ YouTube: Woody

11 hours ago
1





English (US) ·