ใครที่กำลังมองหาแท็บเล็ตสักเครื่องไว้จดเลกเชอร์ ทำงานเอกสาร หรือดูหนังฟังเพลง ในงบประมาณหมื่นต้น ๆ ต้องบอกว่าตอนนี้มีตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะแท็บเล็ตหลายรุ่นเริ่มให้สเปกที่ดีขึ้น รองรับการใช้งานได้หลากหลายมากกว่าเดิม แถมส่วนใหญ่ยังรองรับปากกา ช่วยให้ทั้งการเรียนและการทำงานสะดวกยิ่งขึ้น
รอบนี้ DroidSans เลยหยิบแท็บเล็ต 5 รุ่น จาก 4 แบรนด์ดัง มาเปรียบเทียบให้ดูกันว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นอะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร และรุ่นไหนเหมาะกับการใช้งานแบบไหนมากที่สุด
สรุปก่อนเลย รุ่นไหนเหมาะกับใคร?
สำหรับใครที่ไม่อยากอ่านยาว ๆ เราขอสรุปจุดเด่นของแต่ละรุ่นให้ดูกันก่อนเลยว่า รุ่นไหนเหมาะกับการใช้งานแบบไหนบ้าง
- Samsung Galaxy Tab S10 Lite : เหมาะกับคนที่อยากได้แท็บเล็ตครบเครื่อง ทั้งเรียน ทำงาน จดโน้ต และดูหนังฟังเพลง
- Samsung Galaxy Tab S10 FE+ : เหมาะกันคนที่อยากได้แท็บเล็ต Samsung แบบจอใหญ่ ทำงานได้สะดวก
- iPad A16 (Gen 11) : เหมาะกับสายวาดรูป จดโน้ต หรือคนที่คุ้นเคยกับการใช้งาน Apple Pencil และระบบนิเวศของ Apple
- HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 : เหมาะกับสายทำงานเอกสาร ที่ต้องการใช้งานใกล้เคียงกับบนคอมพิวเตอร์
- OPPO Pad 5 : เหมาะกับคนที่เน้นสเปกแรง ใช้งานลื่นไหล และต้องการความคุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้
แต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นอะไรบ้าง และมีข้อสังเกตอะไรที่ควรรู้ก่อนซื้อ มาดูรายละเอียดกันเลย
1. Samsung Galaxy Tab S10 Lite แท็บเล็ตครบเครื่อง ทั้งเรียน ทำงาน และความบันเทิง
Samsung Galaxy Tab S10 Lite แท็บเล็ตที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย ทั้งจดโน้ต ทำงานเอกสาร และดูหนังฟังเพลง โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การแถมปากกา S Pen มาให้ในกล่อง ไม่ต้องซื้อเพิ่ม สามารถแกะกล่องแล้วใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังมีให้เลือกทั้งรุ่น Wi-Fi และ 5G

Galaxy Tab S10 Lite มาพร้อมหน้าจอ TFT LCD ขนาด 10.9 นิ้ว ความละเอียด 2,112 x 1,320 พิกเซล Refresh Rate 90Hz ให้การเลื่อนหน้าจอที่ลื่นไหล แต่ด้วยความเป็นจอ LCD อาจมีข้อสังเกตเรื่องความสว่างและสีสันที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อมองจากบางมุม ส่วนระบบเสียงมาพร้อมลำโพงคู่

ด้านประสิทธิภาพใช้ชิป Exynos 1380 รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบาย ไม่ว่าจะเป็นเปิดแอป สลับการทำงาน หรือแบ่งหน้าจอใช้งานหลายแอปพร้อมกัน มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 8,000mAh รองรับชาร์จไว 25W ตัวเครื่องเปิดตัวมาพร้อม One UI 7 บน Android 15 โดย Samsung การันตีอัปเดตระบบปฏิบัติการสูงสุด 7 เวอร์ชัน และอัปเดตความปลอดภัยนาน 7 ปี นอกจากนี้ยังมีมาตรฐาน IP42
จุดเด่นของ Galaxy Tab S10 Lite คือปากกา S Pen ที่แถมมาในกล่อง โดยตัวปากกาไม่ใช้แบตเตอรี่หรือชาร์จไฟ สามารถติดไว้ที่ด้านข้างตัวเครื่องด้วยแม่เหล็ก รองรับแรงกดหลายระดับ และมีระบบป้องกันการสัมผัสจากฝ่ามือ (Palm Rejection) ทำให้วางมือบนหน้าจอระหว่างเขียนหรือวาดรูปได้ตามปกติ

ฟีเจอร์สำหรับช่วยทำงาน
- แอป Samsung Notes ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม สามารถเลือกหน้าปกสมุด รูปแบบกระดาษ ปรับหัวปากกาและสี รวมถึงนำไฟล์ PDF มาเขียนโน้ต เซ็นเอกสาร จัดการหน้าเอกสาร หรือส่งออกไฟล์ได้ภายในแอปเดียว
- Samsung DeX ที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานบนหน้าจอแท็บเล็ตให้ใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์ สามารถเปิดแอปเป็นหน้าต่าง ปรับขนาด และสลับใช้งานหลายแอปได้สะดวกขึ้น โดยรุ่นนี้ไม่รองรับการส่งภาพ DeX ไปยังจอภายนอกผ่านสาย HDMI


2. Samsung Galaxy Tab S10 FE+ จอใหญ่ 13.1 นิ้ว สเปคแรงขึ้น ตอบโจทย์สายทำงาน
สำหรับใครที่รู้สึกว่าหน้าจอขนาด 10.9 นิ้วยังเล็กไป อาจลองดู Samsung Galaxy Tab S10 FE+ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 13.1 นิ้ว เหมาะสำหรับทั้งการทำงานหลายแอปพร้อมกัน จดโน้ต อ่านเอกสาร หรือดูหนังบนหน้าจอใหญ่ ๆ

Galaxy Tab S10 FE+ มาพร้อมหน้าจอ LCD ขนาด 13.1 นิ้ว ความละเอียด 2,880 x 1,800 พิกเซล Refresh Rate 90Hz รองรับความสว่างสูงสุด 800 nits (HBM) ด้านประสิทธิภาพใช้ชิป Exynos 1580 จับคู่กับ RAM 12GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 256GB ช่วยให้การเปิดแอป สลับหน้าต่าง หรือแบ่งหน้าจอทำงานหลายแอปพร้อมกันทำได้ลื่นไหลมากขึ้น


ส่วนแบตเตอรี่ให้มาขนาดใหญ่ถึง 10,090mAh รองรับชาร์จไว 45W พร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งาน โดยเฉพาะเวลาเผลอทำน้ำหกใส่ตัวเครื่อง
ในด้านการใช้งาน Galaxy Tab S10 FE+ ยังคงมีฟีเจอร์เด่นเหมือนกับ Galaxy Tab S10 Lite ไม่ว่าจะเป็นปากกา S Pen ที่แถมมาในกล่อง แอป Samsung Notes สำหรับจดเลกเชอร์ เขียนหรือแก้ไขไฟล์ PDF รวมถึง Samsung DeX ที่ช่วยให้เปิดแอปเป็นหน้าต่างคล้ายคอมพิวเตอร์ได้
นอกจากนี้ Samsung ยังรองรับการอัปเดตระบบปฏิบัติการ 6 เวอร์ชัน ช่วยให้ใช้งานได้ต่อเนื่องในระยะยาว

3. iPad A16 ตัวเลือกยอดนิยมสำหรับสายจดโน้ตและวาดรูป
มาต่อกันที่ iPad A16 (Gen 11) ซึ่งเป็นแท็บเล็ตรุ่นเริ่มต้นของ Apple ที่มีจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพ และระบบ iPadOS ที่ใช้งานง่าย รวมถึงรองรับแอปยอดนิยมสำหรับจดโน้ตและวาดรูปอย่าง Goodnotes และ Procreate ทำให้ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนนักศึกษา หรือคนที่ชอบวาดรูปเป็นประจำ

iPad A16 มาพร้อมชิป A16 ที่แม้จะไม่ใช่ชิปรุ่นใหม่ล่าสุด แต่ยังมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ทั้งเรียนออนไลน์ ทำงานเอกสาร วาดรูป รวมถึงเล่นเกมต่าง ๆ ได้อย่างลื่นไหล โดยมาพร้อมแบตเตอรี่ที่ Apple ระบุว่าสามารถใช้งานท่องเว็บผ่าน Wi-Fi หรือดูวิดีโอได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมง และรองรับการอัปเดตเป็น iPadOS 27 แล้ว


ส่วนหน้าจอเป็น Liquid Retina ขนาด 11 นิ้ว ความละเอียด 2,360 x 1,640 พิกเซล Refresh Rate 60Hz ด้านลำโพงก็เป็นอีกจุดที่ยังไม่โดดเด่นนัก เพราะเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตรุ่นอื่นในกลุ่มนี้
สำหรับสายจดโน้ตหรือวาดรูป iPad A16 รองรับ Apple Pencil อยู่ 2 รุ่น ได้แก่
- Apple Pencil (USB-C) ราคา 2,990 บาท เหมาะสำหรับจดโน้ต เขียนเอกสาร หรือสเก็ตช์ภาพทั่วไป แต่ไม่รองรับแรงกดของปากกา
- Apple Pencil (รุ่นที่ 1) ราคา 3,990 บาท รองรับแรงกด เหมาะกับคนที่ต้องการวาดรูปจริงจัง แต่ต้องใช้อะแดปเตอร์ USB-C เป็น Apple Pencil ในการจับคู่และชาร์จ ซึ่งมีมาให้ในกล่องเมื่อซื้อปากการุ่นที่ 1 ใหม่

ส่วนใครที่ต้องการใช้พิมพ์งานก็สามารถซื้อ Magic Keyboard Folio เพิ่มได้เช่นกัน แต่ราคาค่อนข้างสูง หรือจะเลือกใช้คีย์บอร์ด Bluetooth จากแบรนด์อื่นเพื่อประหยัดงบประมาณก็ได้
อีกหนึ่งเหตุผลที่หลายคนเลือก iPad ก็คือแอปพลิเคชันสำหรับจดโน้ตและวาดรูป
- Goodnotes ที่รองรับการจดเลกเชอร์ เขียนบนไฟล์ PDF และจัดระเบียบสมุดโน้ตต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแพ็กเกจสมัครสมาชิกรายปี และตัวเลือกซื้อขาดสำหรับใช้งานบนอุปกรณ์ Apple แต่ฟีเจอร์ที่ได้รับจะแตกต่างกันตามแพ็กเกจ
- แอป Notes ของ Apple ให้ใช้งานฟรี
- Procreate ที่รองรับการวาดภาพและลงสีอย่างจริงจัง โดยซื้อแอปครั้งเดียว ไม่ต้องสมัครสมาชิกรายเดือนหรือรายปี

4. HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 จอ PaperMatte ลดแสงสะท้อน ทำงานเอกสารด้วย Office ระดับ PC
สำหรับสายทำงานเอกสารที่อยากได้แท็บเล็ตมาใช้งานคล้ายโน้ตบุ๊ก HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเวอร์ชัน PaperMatte ที่มีจุดเด่นเรื่องหน้าจอแบบด้าน ช่วยลดแสงสะท้อน และยังมาพร้อม WPS Office ระดับ PC ที่ให้ประสบการณ์ทำงานใกล้เคียงกับบนคอมพิวเตอร์ อีกทั้งยังแถมคีย์บอร์ดภาษาไทยมาให้ในกล่อง ไม่ต้องซื้อเพิ่ม โดยรุ่นนี้มีเฉพาะ Wi-Fi เท่านั้น

HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 มาพร้อมหน้าจอ IPS LCD ขนาด 11.5 นิ้ว ความละเอียด 2.5K (2,456 x 1,600 พิกเซล) Refresh Rate 120Hz โดยรุ่น PaperMatte จะใช้หน้าจอแบบด้านที่ช่วยลดแสงสะท้อนจากสภาพแวดล้อมได้ดี
ด้านประสิทธิภาพมาพร้อมชิป Kirin 8020 จับคู่กับ RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 256GB พร้อมแบตเตอรี่ความจุ 10,100mAh รองรับชาร์จไว 40W ส่วนระบบเสียงให้ลำโพงมาถึง 4 ตัว

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของ HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 คือ PC-Level WPS Office ที่ออกแบบมาให้ใช้งานใกล้เคียงกับโปรแกรม Office บนคอมพิวเตอร์ ทั้งการพิมพ์เอกสาร ทำตาราง และสร้างงานนำเสนอ โดยมีหน้าตาและแถบเครื่องมือคล้ายกับ Microsoft Office บน Windows


นอกจากนี้ ยังรองรับ HUAWEI Smart Keyboard โดยเป็นคีย์บอร์ดที่มีแป้นภาษาไทยพร้อมใช้งาน ไม่ต้องติดสติกเกอร์เพิ่ม รองรับคีย์ลัดที่คุ้นเคยอย่าง Ctrl+C และ Ctrl+V อีกทั้งยังเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth สามารถถอดคีย์บอร์ดออกมาวางพิมพ์งานแยกจากตัวแท็บเล็ตได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำงานมากขึ้น
สำหรับสายจดโน้ตและวาดรูป HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 รองรับปากกา HUAWEI M-Pencil รุ่นที่ 3 ซึ่งต้องซื้อแยก แต่ในบางช่วงอาจมีโปรโมชันแถมปากกามาให้ โดยตัวปากกามีแบตเตอรี่ในตัว สามารถติดกับขอบเครื่องด้วยแม่เหล็กเพื่อจับคู่และชาร์จแบบไร้สายได้ ไม่จำเป็นต้องเสียบสายชาร์จแยก


แอปพลิเคชันสำหรับวาดรูปและจดเขียน
- GoPaint ที่ให้เครื่องมือวาดภาพค่อนข้างครบ ทั้งหัวแปรงหลากหลายรูปแบบ การแบ่งเลเยอร์ และการปรับแต่งสี โดยมีรูปแบบการใช้งานคล้ายกับ Procreate บน iPad และสามารถใช้งานฟีเจอร์ที่รองรับได้โดยไม่ต้องซื้อแอปเพิ่ม
- HUAWEI Notes ก็รองรับการจดเลกเชอร์ เขียนบนไฟล์ PDF รวมถึงฟีเจอร์ช่วยจัดระเบียบลายมือและแปลงลายมือเป็นข้อความในภาษาที่รองรับ


สำหรับข้อสังเกตสำคัญของ HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 คือระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 4.3 ที่ไม่มี Google Play Store และบริการ Google Mobile Services (GMS) ติดตั้งมาให้โดยตรง
หากต้องการใช้งานแอป Google หรือแอป Android บางตัว สามารถใช้วิธีติดตั้งผ่าน GBox ซึ่งช่วยให้เข้าถึงแอปอย่าง Gmail หรือ Google Maps ได้ แต่ก็อาจมีข้อจำกัดเรื่องการแจ้งเตือน การซิงก์ข้อมูล หรือความเข้ากันได้ของแอปบางประเภท จึงควรตรวจสอบแอปที่จำเป็นต้องใช้ก่อนตัดสินใจซื้อ

5. OPPO Pad 5 Matte Display Edition จอใหญ่ 120Hz สเปคคุ้ม
OPPO Pad 5 Matte Display Edition มีจุดเด่นอยู่ที่หน้าจอ Matte Display แบบด้าน ช่วยลดแสงสะท้อนและรอยนิ้วมือ ให้สัมผัสเวลาเขียนคล้ายกระดาษ พร้อมชิป Dimensity 7300-Ultra และฟีเจอร์ AI สำหรับช่วยจดโน้ตและทำงาน

OPPO Pad 5 Matte Display Edition มาพร้อมหน้าจอ LCD แบบด้านขนาด 12.1 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2,800 x 1,980 พิกเซล) Refresh Rate 120Hz ให้การเลื่อนหน้าจอที่ลื่นไหล พร้อมเทคโนโลยีลดแสงสะท้อน ซึ่ง OPPO ระบุว่าสามารถลดแสงสะท้อนได้สูงสุด 97% และช่วยลดรอยนิ้วมือ อีกทั้งส่วนระบบเสียงมาพร้อมลำโพง 4 ตัว


ด้านประสิทธิภาพใช้ชิป MediaTek Dimensity 7300-Ultra จับคู่กับ RAM 8GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 256GB รองรับการใช้งานทั่วไป การเปิดหลายแอปพร้อมกัน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 10,050mAh รองรับชาร์จไว 33W SUPERVOOC และทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ ColorOS 16 พื้นฐาน Android 16

สำหรับสายจดโน้ตและวาดรูป OPPO Pad 5 รองรับปากกา OPPO Pencil 2R โดยปากกามีแบตเตอรี่ในตัว และต้องชาร์จผ่านพอร์ต USB-C โดยไม่รองรับการชาร์จแบบแม่เหล็กที่ข้างตัวเครื่องเหมือนกับแท็บเล็ตบางรุ่น

ส่วนแอปจดโน้ตที่ติดมากับเครื่องสามารถเลือกรูปแบบกระดาษและจดบันทึกได้ตามปกติ แม้เครื่องมือบางอย่างยังไม่หลากหลายเท่า Samsung Notes หรือ HUAWEI Notes แต่ OPPO ก็มีฟีเจอร์ AI เข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำงาน
ส่วนใครที่ต้องการใช้พิมพ์งาน OPPO ก็มี Smart Keyboard เป็นอุปกรณ์เสริมให้เลือก แต่ในช่วงนี้อาจหาซื้อได้ค่อนข้างยาก แนะนำให้ตรวจสอบกับร้านค้าก่อนว่ามีสินค้าหรือโปรโมชันแถมคีย์บอร์ดหรือไม่

เทียบสเปค Galaxy Tab S10 Lite, Galaxy Tab S10 FE+, iPad A16 (Gen 11), HUAWEI MatePad 11.5″ 2025, OPPO Pad 5
| รายละเอียด | Galaxy Tab S10 Lite | Galaxy Tab S10 FE+ | iPad A16 (Gen 11) | HUAWEI MatePad 11.5″ 2025 | OPPO Pad 5 Matte Display Edition | |
| จอภาพ | พาเนล | LCD | Retina Display | LCD | ||
| ขนาด | 10.9 นิ้ว | 13.1 นิ้ว | 11 นิ้ว | 11.5 นิ้ว | 12.1 นิ้ว | |
| ความละเอียด | 2112 x 1320 พิกเซล | 2880 x 1800 พิกเซล | 2360 x 1640 พิกเซล | 2456 × 1600 พิกเซล | 2,800 x 1,980 พิกเซล | |
| อัตรารีเฟรช | 90Hz | 60Hz | 120Hz | |||
| ความสว่างสูงสุด | 600 นิต | 800 นิต | 500 นิต | 600 นิต | 900 นิต | |
| ประสิทธิภาพ | ชิป | Exynos 1380 | Exynos 1580 | A16 | Kirin 8020 | Dimensity 7300-Ultra |
| RAM | 6GB | 12GB | 6GB | 8GB | ||
| Storage | 128GB รองรับ microSD Card สูงสุด 2TB | 256GB รองรับ microSD Card สูงสุด 2TB | 128GB | 256GB | ||
| กล้อง | กล้องหลัก | 8MP | 13MP | 12MP | 13MP | 8MP |
| ระบบเสียง | กล้องหน้า | 5MP | 12MP | 8MP | ||
| การเชื่อมต่อ | ลำโพง | ลำโพงสเตอริโอ | ลําโพง 4 ตัว | |||
| เครือข่าย | 5G | – | 5G | |||
| Wi-Fi | Wi-Fi 6 | |||||
| Bluetooth | Bluetooth 5.3 | Bluetooth 5.2 | Bluetooth 5.4 | |||
| พอร์ต | USB Type-C 2.0 | |||||
| แบตเตอรี่ | เซนเซอร์ | |||||
| ความจุ | 8,000 mAh | 10,090mAh | ไม่ระบุ | 10,100mAh | 10,050mAh | |
| ชาร์จไว | 25W | 45W | 40W | 30W | ||
| ชาร์จย้อนกลับผ่านสาย | – | – | – | – | – | |
| ความทนทาน | ทนน้ำทนฝุ่น | IP42 | IP68 | – | – | – |
| ขนาดและน้ำหนัก | ขนาด | 165.8 x 254.3 x 6.6 มม. | 300.6 x 194.7 x 6 มม. | 248.6 x 179.5 x 7 มม. | 262.63 x 177.53 x 6.1 มม. | 266.01 x 192.77 x 6.83 มม. |
| น้ำหนัก | 524 กรัม | 664 กรัม (Wi-Fi) / 668 กรัม (5G) | 477 กรัม (WiFi) / 481 กรัม (Cellular) | 515 กรัม | 597 กรัม (Wi-Fi) / 599 กรัม (5G) | |
ราคาและการวางจำหน่าย
Samsung Galaxy Tab S10 Lite
- รุ่น Wi-Fi ความจุ 6GB + 128GB ราคา 11,990 บาท
- รุ่น 5G ความจุ 6GB + 128GB ราคา 15,990 บาท
Samsung Galaxy Tab S10 FE+
- รุ่น Wi-Fi ความจุ 12GB + 256GB ราคา 22,900 บาท
- รุ่น 5G ความจุ 12GB + 256GB ราคา 25,900 บาท
iPad A16
- รุ่น Wi-Fi ความจุ 6GB + 128GB ราคา 16,900 บาท
- รุ่น 5G ความจุ 6GB + 128GB ราคา 22,900 บาท
HUAWEI MatePad 11.5″ 2025
- รุ่น Wi-Fi ความจุ 8GB + 256GB ราคา 12,990 บาท
OPPO Pad 5 Matte Display Edition
- รุ่น Wi-Fi ความจุ 8GB + 256GB ราคา 13,999 บาท
- รุ่น 5G ความจุ 8GB + 256GB 14,999 บาท

18 hours ago
5







English (US) ·