อย่าเพิ่งเชื่อว่าดี! "น้ำซุปกระดูกหมู" กินมากเสี่ยงโซเดียม-กรดไหลย้อน เผย 3 ราชาแคลเซียมตัวจริง
หลายคนยังคงเชื่อว่าการดื่มน้ำต้มกระดูกหรือน้ำซุปกระดูกหมูเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง รวมถึงเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า นี่คือความเข้าใจผิดที่สืบทอดกันมานานหลายปี และความจริงเชิงวิทยาศาสตร์อาจทำให้ใครหลายคนต้องประหลาดใจ
ตั้งแต่โบราณมา น้ำต้มกระดูกจัดเป็นเมนูยอดฮิตประจำบ้านของครอบครัวเอเชีย ผู้ใหญ่มักแนะนำให้ลูกหลานดื่มน้ำซุปเคี่ยวเพื่อให้ข้อต่อและกระดูกแข็งแรง เด็ก ๆ จะได้ตัวโตเร็ว หรือให้ผู้หญิงหลังคลอดดื่มเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
สีขาวขุ่นและรสชาติที่หอมมันของน้ำซุปทำให้คนส่วนใหญ่ปักใจเชื่อว่า "สารอาหาร" ทั้งหมดในกระดูกได้ละลายออกมาอยู่ในน้ำ โดยเฉพาะแคลเซียม อย่างไรก็ตาม การศึกษาด้านโภชนาการยุคใหม่ชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความเชื่อที่คลาดเคลื่อนมานาน
ตามข้อมูลของนักโภชนาการระบุว่า ปริมาณแคลเซียมในน้ำต้มกระดูกมีอยู่ต่ำมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับความต้องการสารอาหารในแต่ละวันของร่างกาย เนื่องจากแคลเซียมในกระดูกสัตว์เกาะเกี่ยวกันในรูปแบบโครงสร้างที่ละลายน้ำได้ยากมาก ต่อให้เคี่ยวนานหลายชั่วโมง ปริมาณแคลเซียมที่ละลายออกมาในน้ำซุปก็ยังน้อยอยู่ดี หากต้องการเสริมแคลเซียมอย่างเห็นผล ควรเลือกรับประทานอาหารประเภทอื่นที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายกว่า
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทำไมน้ำต้มกระดูกจึงไม่ช่วยเพิ่มแคลเซียม?
-
แคลเซียมในกระดูกไม่ละลายน้ำ: แคลเซียมในกระดูกของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ อยู่ในรูปของสารประกอบไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Hydroxyapatite) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงมั่นคงและแทบจะไม่ละลายออกจากการเคี่ยวซุปทั่วไป ต่อให้ใช้หม้ออัดแรงดันหรือใช้เวลาเคี่ยวนานหลายสิบชั่วโมง ปริมาณแคลเซียมที่หลุดออกมาในน้ำซุปก็ยังต่ำมาก จากการทดสอบทางโภชนาการพบว่า น้ำต้มกระดูก 100 มิลลิลิตร มีแคลเซียมอยู่เพียงไม่กี่มิลลิกรัมเท่านั้น ในขณะที่นมสดเพียง 1 แก้ว (250 มิลลิลิตร) สามารถให้แคลเซียมสูงถึงประมาณ 300 มิลลิกรัม ซึ่งหมายความว่าการดื่มน้ำซุปหลายชามก็ยังได้แคลเซียมไม่เท่ากับการดื่มนมเพียงแก้วเดียว
-
สีขาวขุ่นในน้ำซุปแท้จริงคือ "ไขมัน": หลายคนเข้าใจผิดว่าน้ำซุปยิ่งขาวขุ่น ยิ่งแปลว่ามีแคลเซียมและสารอาหารสูง แต่ในความเป็นจริง สีขาวขุ่นเหล่านั้นเกิดจากไขมันและไขกระดูกสัตว์ที่แตกตัวและผสมกลมกลืนกับน้ำ (Emulsification) หลังจากผ่านการเคี่ยวเป็นเวลานาน พูดง่าย ๆ คือ สิ่งที่ทำให้น้ำซุปรสชาติอร่อยกลมกล่อมคือไขมันสัตว์เข้มข้น หากบริโภคมากเกินไป ไขมันอิ่มตัวเหล่านี้จะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงทำให้น้ำหนักตัวพุ่งสูงขึ้นได้ง่าย
ความเสี่ยงแฝงที่มากับน้ำซุปเคี่ยวนาน
นอกเหนือจากเรื่องไขมันแล้ว น้ำต้มกระดูกที่ผ่านการเคี่ยวเป็นเวลานานจะมีปริมาณสารพิวรีน (Purine) ค่อนข้างสูง ซึ่งสารพิวรีนนี้จะเปลี่ยนรูปเป็นกรดยูริกในร่างกาย อันเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคเกาต์ นอกจากนี้ หลายครอบครัวยังนิยมปรุงรสซุปให้เข้มข้นด้วยเกลือหรือซีอิ๊ว การรับประทานอาหารรสจัดหรือโซเดียมสูงเป็นเวลานาน จะยิ่งเร่งให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเร็วยิ่งขึ้น เท่ากับว่ายิ่งดื่มน้ำซุปที่เค็มมาก ร่างกายก็ยิ่งสูญเสียแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น
เปิดตัว 3 อาหารที่เป็น "ราชาแคลเซียม" ของจริง
1. งาดำ / งาขาว - แหล่งแคลเซียมชั้นยอดจากพืช
น้อยคนจะรู้ว่างาเมล็ดเล็ก ๆ เป็นหนึ่งในอาหารที่มีแคลเซียมสูงที่สุด โดยในงา 100 กรัม มีปริมาณแคลเซียมสูงกว่าอาหารทั่วไปหลายชนิด นอกจากนี้งายังอุดมไปด้วยวิตามินอี โปรตีนจากพืช และแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ สามารถนำงาคั่วไปโรยในสลัด โจ๊ก โยเกิร์ต หรือทานร่วมกับข้าวสวยเพื่อเพิ่มแคลเซียมธรรมชาติให้กับร่างกาย
2. กุ้งแห้ง - เม็ดเล็กแต่ประโยชน์ล้นตัว
กุ้งแห้งมีปริมาณแคลเซียมสูงมาก เนื่องจากส่วนเปลือกของกุ้งเป็นแหล่งรวมแคลเซียมตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดีและโปรตีนที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกุ้งแห้งมักมีรสเค็ม จึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป
3. ชีส / ชีสแผ่น - คลังแคลเซียมที่ร่างกายดูดซึมง่าย
ชีสเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการควบแน่นของนม จึงทำให้มีปริมาณแคลเซียมที่เข้มข้นสูงมาก ข้อดีคือแคลเซียมในชีสสามารถถูกร่างกายดูดซึมและนำไปใช้งานได้ง่ายกว่าอาหารชนิดอื่น จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การรับประทานชีส 1-2 แผ่นต่อวัน ก็ช่วยเสริมแคลเซียมที่จำเป็นต่อวันได้เป็นอย่างดี
เคล็ดลับสำคัญ: อยากกระดูกแข็งแรง ห้ามลืมวิตามินดี
การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากร่างกายขาดวิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีทำหน้าที่เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ลำไส้สามารถดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือดได้ หากขาดวิตามินดี แคลเซียมที่กินเข้าไปก็จะถูกขับทิ้งโดยไม่ได้ใช้งาน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รับแสงแดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นประมาณ 15-20 วันต่อวัน เพื่อกระตุ้นให้ผิวหนังสังเคราะห์วิตามินดีตามธรรมชาติ รวมถึงเลือกรับประทานอาหาร เช่น ปลาทะเลที่มีไขมันดี ไข่แดง หรือนมที่มีการเสริมวิตามินดีเข้าไปด้วย
น้ำต้มกระดูกไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาเรื่องกระดูกพรุนหรือขาดแคลเซียมอย่างที่เคยเข้าใจกันมา สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การดื่มน้ำซุปในปริมาณมาก แต่คือการเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและสมดุล โดยเน้นอาหารที่ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้จริง เพื่อการดูแลสุขภาพกระดูกและร่างกายให้แข็งแรงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
- "ผักอายุยืน" กำละไม่กี่บาท! ช่วยล้างลำไส้-บำรุงกระเพาะ-กระตุ้นภูมิ ยาดีที่ยังถูกมองข้าม
- เปิดสูตรลับ 4 ธัญพืชฉายา "ข้าวอายุยืน" กินไปช่วยย่อย บำรุงเลือดและไต ไทยหาซื้อง่ายมาก!


9 hours ago
2





English (US) ·