ทำไมไม่มีบัตรประชาชน-กล้องวงจรปิด แต่คนโดน "ประหารเก้าชั่วโคตร" ในจีนโบราณถึงไม่หนี? เปิด 3 เหตุผลสุดโหดเหี้ยม
ในประวัติศาสตร์จีนโบราณเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจเด็ดขาดของระบอบจักรพรรดิ ราชสำนักมักจะใช้โทษทัณฑ์ที่โหดเหี้ยมที่สุดอย่าง "ประหารเก้าชั่วโคตร" กับข้าราชการหรือผู้ที่ก่อกบฏคิดล้มล้างราชบัลลังก์ โทษนี้ไม่เพียงแต่จะเด็ดชีวิตของผู้กระทำความผิดเท่านั้น แต่ยังล้างบางเครือญาติรวมไปถึงคนในครอบครัวทั้งคนแก่และเด็กให้ต้องโทษตายตกตามกันอย่างน่าสยดสยอง
แต่สิ่งที่หลายคนในยุคปัจจุบันมักตั้งข้อสงสัยก็คือ ในยุคโบราณที่ไม่มีระบบฐานข้อมูล บัตรประจำตัวประชาชน หรือกล้องวงจรปิดคอยตามตรวจจับตัวตนเหมือนอย่างทุกวันนี้ ทำไมผู้ที่มีชื่อถูกเหมาเข่งประหารชีวิตในเครือข่ายเก้าชั่วโคตรถึงไม่พากัน "วิ่งหนี" แต่กลับยอมศิโรราบให้เจ้าหน้าที่มาจับกุมแต่โดยดี?
เว็บไซต์ Sohu ของจีนได้วิเคราะห์เบื้องหลังเรื่องนี้ และพบว่ามี 3 เหตุผลจริงที่ทั้งโหดร้ายและเจ็บปวดเกินกว่าจะหนีพ้น

1. "ภัยมาถึงตัวแบบไม่รู้ล่วงหน้า" กว่าข่าวจะมาถึง ดาบก็จ่อคอหอยแล้ว
เหตุผลประการแรกคือข้อจำกัดด้านการสื่อสารในยุคโบราณ เมื่อจักรพรรดิมีพระบรมราชโองการสั่งประหารเก้าชั่วโคตร ข่าวสารจะถูกจำกัดเป็นความลับและส่งตรงไปยังกองกำลังทหารในพื้นที่ทันที แม้จะใช้ม้าเร็วควบส่งสารทั้งวันทั้งคืนก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ในทางกลับกัน ญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลออกไปไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าหัวหน้าครอบครัวหรือญาติของตนในเมืองหลวงไปก่อเรื่องอะไรไว้
มีบ่อยครั้งที่ผู้ถูกลากไปประหารกำลังนั่งทานข้าวหรือทำงานอยู่ในบ้านตามปกติ ทหารก็บุกเข้ามาล้อมคฤหาสน์ไว้หมดแล้ว เรียกได้ว่า "ภัยพิบัติลอยมาจากฟ้า ทั้งที่นั่งอยู่เฉยๆ ในบ้าน" เมื่อไม่มีเวลาไตร่ตรองหรือเตรียมตัวล่วงหน้า โอกาสที่จะหลบหนีจึงเท่ากับศูนย์
2. "การเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตราย" หนีไปก็อาจตายกลางทาง
ในอดีตระบบคมนาคมยังล้าหลัง ไม่มีรถไฟหรือเครื่องบินให้หนีข้ามมณฑลได้อย่างรวดเร็ว การเดินเท้าหรือใช้เกวียนเป็นไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งไปกว่านั้น สภาพแวดล้อมในจีนโบราณยังเป็นป่าทึบและภูเขาสูง ชุกชุมไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิด เช่น เสือโคร่ง หรือหมาป่า หากคนเมืองที่ไม่คุ้นเคยกับป่าต้องเตลิดหนีเข้าไป ก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกสัตว์ร้ายรุมขย้ำตาย
นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ระหว่างทางยังเต็มไปด้วย "กองโจรและกลุ่มโจรป่า" ที่คอยดักปล้นชิงและฆ่าล้างตระกูลเพื่อเอาทรัพย์สิน การหนีออกจากเมืองจึงเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่แดนประหารในอีกรูปแบบหนึ่ง
ประกอบกับค่านิยมของคนจีนโบราณที่ยึดมั่นเรื่อง "ใบไม้ร่วงสู่นำราก" หรือการได้ตายและฝังร่างไว้ในแผ่นดินเกิด เมื่อรู้ว่าหนีไปไหนไม่รอดและต้องตายอยู่ดี พวกเขาจึงเลือกที่จะจมปลักอยู่ที่บ้านเกิดดีกว่าไปตายอย่างอนาถาในป่ากว้าง

3. "ระบบลงทัณฑ์กลุ่มและใบเบิกทาง" ไม่มีสำมะโนครัว เท่ากับตายทั้งเป็น
ต่อให้มีปาฏิหาริย์รอดพ้นจากการจับกุมและหนีรอดจากสัตว์ร้ายมาได้ ระบบการควบคุมสังคมของระบอบศักดินา ก็จะบีบให้คุณไม่มีที่ยืนอยู่ดี เพราะทางการใช้ "ระบบเหลียนจั้ว" หรือระบบจับฉลากรับผิดชอบร่วมกันในชุมชน หากบ้านไหนให้ที่พักพิงหรือปล่อยปละละเลยให้คนแปลกหน้าเข้าเมืองโดยไม่แจ้ง จะต้องโดนโทษประหารชีวิตยกหมู่บ้านไปด้วย ทำให้ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือคนแปลกหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางเข้าเมือง การพักแรม หรือการผ่านด่านตรวจในยุคโบราณ จำเป็นต้องแสดง "ชื่อแซ่" หรือเอกสารผ่านทางที่ออกโดยทางการ เทียบเท่ากับบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตในปัจจุบัน
หากไม่มีเอกสารนี้ คุณจะกลายเป็น "คนเถื่อนไร้สำมะโนครัว" ไม่สามารถซื้อที่ดิน ทำมาหากิน ซื้ออาหาร หรือแม้แต่จะหาที่นอนได้เลย การเป็นคนไร้ตัวตนในสังคมโบราณมีสภาพไม่ต่างจากการตายทั้งเป็น และสุดท้ายก็จะถูกจับกุมได้ที่ด่านตรวจอยู่ดี
ด้วยเหตุผลซับซ้อนทั้งระบบสื่อสารที่ปิดกั้น เส้นทางที่อันตราย และกฎหมายควบคุมประชากรที่เข้มงวดป่าเถื่อน เหล่าเครือญาติของผู้ต้องหาคดีฉกรรจ์จึงทำได้เพียงก้มหน้ารับชะตากรรม กลายเป็นกลุ่มคนที่น่าเวทนาที่สุดภายใต้ระบบกฎหมายที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของจีนในอดีต

8 hours ago
6


.jpg)




English (US) ·