โรงแรม 5 ดาว ดีกว่า 4 ดาวอย่างไร? เปิดมาตรฐานที่ "5 ดาว" ไม่ได้วัดแค่ความหรู!

18 hours ago 2
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

โรงแรม 5 ดาวต่างจาก 4 ดาวอย่างไร? เปิดมาตรฐานที่ทำให้ “5 ดาว” ไม่ได้วัดแค่ความหรู

เคยสงสัยไหมว่า โรงแรม 5 ดาวต่างจากโรงแรม 4 ดาวอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ทำให้โรงแรมแห่งหนึ่งได้รับการจัดอันดับสูงกว่าอีกแห่ง หลายคนอาจเข้าใจว่าการมีห้องพักขนาดใหญ่ เตียงนุ่ม หรือมีล็อบบี้หรูหราก็เพียงพอที่จะทำให้โรงแรมกลายเป็น 5 ดาว แต่จริง ๆ แล้วการจัดระดับดาวพิจารณาจากองค์ประกอบหลายด้านมากกว่านั้น

ตามมาตรฐาน TCVN 4391:2015 ของเวียดนาม การจัดระดับโรงแรมพิจารณาตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง สถาปัตยกรรม ขนาดห้องพัก อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านอาหารและบาร์ การให้บริการ คุณภาพของพนักงาน ความปลอดภัย ตลอดจนการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยอาหาร ดังนั้นคำว่า “5 ดาว” จึงหมายถึงมาตรฐานโดยรวมของประสบการณ์ที่โรงแรมมอบให้ ไม่ได้หมายถึงเพียงห้องพักที่สวยหรือแพงกว่าเท่านั้น

ห้องพักโรงแรม 5 ดาว ต้องใหญ่กว่า 4 ดาวแค่ไหน?

หนึ่งในความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ขนาดห้องพัก โดยมาตรฐานกำหนดพื้นที่ขั้นต่ำของห้องนอนแตกต่างกันตามระดับดาว สำหรับห้องที่มีเตียงคู่หรือเตียงเดี่ยว 2 เตียง โรงแรม 3 ดาวต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 22 ตารางเมตร ขณะที่โรงแรม 4 ดาวต้องมีอย่างน้อย 25 ตารางเมตร และโรงแรม 5 ดาวต้องมีอย่างน้อย 32 ตารางเมตร

หากเป็นห้องที่มีเตียงเดี่ยว ขนาดขั้นต่ำอยู่ที่ 18 ตารางเมตรสำหรับโรงแรม 3 ดาว 21 ตารางเมตรสำหรับโรงแรม 4 ดาว และ 24 ตารางเมตรสำหรับโรงแรม 5 ดาว นั่นหมายความว่าในแง่ของมาตรฐานพื้นที่ใช้งาน ห้องพัก 5 ดาวจะต้องมีพื้นที่มากกว่าห้องพักระดับ 4 ดาวอย่างชัดเจน

นอกจากห้องพักทั่วไปแล้ว โรงแรมระดับ 4 และ 5 ดาวยังมีข้อกำหนดสำหรับ ห้องพักประเภทพิเศษ โดยกำหนดพื้นที่ขั้นต่ำไว้ที่ 41 ตารางเมตรสำหรับ 4 ดาว และ 56 ตารางเมตรสำหรับ 5 ดาว ส่วนโรงแรม 5 ดาวยังมีห้องพักพิเศษระดับสูงที่ต้องมีพื้นที่อย่างน้อย 100 ตารางเมตร ซึ่งในโรงแรมแต่ละแห่งอาจใช้ชื่อแตกต่างกัน เช่น Suite หรือ Presidential Suite

ไม่ใช่แค่ห้องใหญ่ แต่ต้องครบทั้งอุปกรณ์และการตกแต่ง

ความแตกต่างของโรงแรมระดับ 4 และ 5 ดาวไม่ได้อยู่ที่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง คุณภาพของเฟอร์นิเจอร์ วัสดุ การตกแต่ง และอุปกรณ์ภายในห้อง โดยมาตรฐานของโรงแรม 4 ดาวเน้นอุปกรณ์ที่มีคุณภาพสูง เป็นชุดเดียวกัน และมีการตกแต่งที่สวยงาม ขณะที่โรงแรม 5 ดาวต้องยกระดับขึ้นไปอีก ทั้งในด้านคุณภาพ ความทันสมัย ความหรูหรา และองค์ประกอบด้านศิลปะในการตกแต่ง

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในห้องก็มีส่วนในการพิจารณาเช่นกัน ตั้งแต่ตู้เซฟ มินิบาร์ กาต้มน้ำ เครื่องเป่าผม เตารีดและโต๊ะรีดผ้า ไปจนถึงระบบควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงแรม 5 ดาวที่มาตรฐานกำหนดให้ ห้องพัก 100% ต้องมีตู้เซฟ

แม้แต่รายละเอียดที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็ก เช่น ขนาดเตียง ความหนาของที่นอน หรืออุปกรณ์บริเวณหัวเตียง ก็อยู่ในเกณฑ์การพิจารณาเช่นกัน เมื่อระดับดาวสูงขึ้น รายละเอียดเหล่านี้ก็ถูกกำหนดให้มีคุณภาพและความพร้อมมากขึ้น

จึงไม่น่าแปลกที่ความแตกต่างระหว่างโรงแรม 3 ดาว 4 ดาว และ 5 ดาวอาจไม่ได้เห็นจากของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่เกิดจาก รายละเอียดเล็ก ๆ จำนวนมากที่ถูกยกระดับพร้อมกัน ตั้งแต่พื้นที่ วัสดุ อุปกรณ์ ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ของผู้เข้าพัก

ล็อบบี้โรงแรม 5 ดาวก็มีมาตรฐานเรื่องพื้นที่

อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนระดับของโรงแรมคือ พื้นที่ล็อบบี้หรือโถงต้อนรับ โดยมาตรฐาน TCVN 4391:2015 กำหนดพื้นที่ขั้นต่ำของโถงต้อนรับสำหรับโรงแรมทั่วไปไว้ที่ 35 ตารางเมตรในระดับ 3 ดาว 60 ตารางเมตรในระดับ 4 ดาว และ 100 ตารางเมตรในระดับ 5 ดาว

สำหรับโรงแรมระดับ 4 ดาว มีข้อกำหนดเรื่องบาร์ในบริเวณล็อบบี้ ขณะที่ระดับ 5 ดาวยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบาร์ พื้นที่บริการ และการอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้รถเข็นหรือรถเข็นเด็กด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโรงแรมระดับ 5 ดาวมักให้ความรู้สึกกว้างขวางและเป็นสัดส่วนตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไป ไม่ได้มีเพียงเคาน์เตอร์เช็กอิน แต่ยังมีพื้นที่สำหรับนั่งพัก พบปะ หรือใช้บริการต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ

ร้านอาหารและบาร์ก็มีผลต่อระดับดาว

การจัดอันดับโรงแรมไม่ได้ดูเฉพาะห้องพัก แต่ยังพิจารณา ร้านอาหารและบาร์ภายในโรงแรม ด้วย โดยมาตรฐานกำหนดว่าโรงแรมระดับ 3 ดาวต้องมีร้านอาหารอย่างน้อย 1 แห่งที่ให้บริการอาหารยุโรปและเอเชีย รวมถึงมีบาร์อย่างน้อย 1 แห่ง

เมื่อขยับขึ้นเป็นโรงแรม 4 ดาว มาตรฐานกำหนดให้มีร้านอาหาร 2 แห่ง และบาร์ 2 แห่ง รวมถึงมีจำนวนที่นั่งในร้านอาหารตามสัดส่วนที่กำหนดเมื่อเทียบกับจำนวนเตียงของโรงแรม

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อโรงแรมมีระดับสูงขึ้น ก็ไม่ได้คาดหวังเพียงที่พักสำหรับนอนหลับ แต่ต้องสามารถตอบโจทย์เรื่อง การรับประทานอาหาร การพบปะสังสรรค์ และการพักผ่อนภายในโรงแรม ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะโรงแรมที่รองรับนักธุรกิจหรือการจัดงานต่าง ๆ

โรงแรม 5 ดาวไม่ได้มีไว้แค่นอน แต่ต้องเป็นศูนย์รวมบริการ

โรงแรมระดับ 3 ดาวที่มีคุณภาพสามารถตอบโจทย์พื้นฐานด้านการพักผ่อนได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อขึ้นมาถึงระดับ 4 และ 5 ดาว ความคาดหวังจะเพิ่มขึ้น โดยโรงแรมต้องมีบริการและพื้นที่รองรับกิจกรรมของผู้เข้าพักที่หลากหลายมากขึ้น

ตามมาตรฐาน ตั้งแต่โรงแรม 3 ดาวขึ้นไปจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับห้องประชุม ขณะที่ระดับ 4 ดาวต้องมีทั้งห้องประชุม ห้องสัมมนา และพื้นที่สำหรับการประชุม ส่วนระดับ 5 ดาวก็มีข้อกำหนดที่ยกระดับขึ้นในด้านจำนวนและความพร้อมของพื้นที่เหล่านี้

นอกจากนี้ยังมีบริการอื่น ๆ เช่น ซักรีด ซักแห้ง บริการสำนักงาน การจองตั๋วและพาหนะ บริการจัดประชุมและสัมมนา ฟิตเนส ซาวน่า นวด สระว่ายน้ำ รวมถึงบริการเสริมด้านความงาม การดูแลผู้พิการ การดูแลเด็ก และกิจกรรมด้านกีฬาและความบันเทิงตามประเภทของโรงแรม

พูดง่าย ๆ คือ โรงแรม 5 ดาวถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าที่พัก เพราะผู้เข้าพักสามารถ กิน ทำงาน ประชุม ออกกำลังกาย พักผ่อน และใช้เวลาว่าง ได้ภายในโรงแรม โดยแทบไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอก

สิ่งที่ทำให้โรงแรม 5 ดาวแตกต่าง อาจไม่ใช่ของหรู แต่คือ “บริการ”

แม้สิ่งอำนวยความสะดวกจะมองเห็นได้ง่าย แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้โรงแรมระดับสูงอย่างชัดเจนคือ คุณภาพการบริการ เพราะต่อให้โรงแรมมีห้องสวยหรือสิ่งอำนวยความสะดวกครบ หากการให้บริการล่าช้าหรือขาดความเป็นมืออาชีพ ประสบการณ์ของผู้เข้าพักก็อาจไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

มาตรฐานโรงแรม 3 ดาวกำหนดให้พนักงานปฏิบัติงานตามขั้นตอน มีทักษะในการทำงาน และมีท่าทีเป็นมิตร คล่องแคล่ว กระตือรือร้น และเอาใจใส่ ขณะที่โรงแรม 4 ดาวจะเน้นความเป็นมืออาชีพและการประสานงานระหว่างแต่ละแผนกมากขึ้น

ส่วนโรงแรม 5 ดาวมีการยกระดับมาตรฐานการบริการขึ้นไปอีก โดยเน้นคุณภาพการบริการในระดับสูง ความเป็นมืออาชีพ และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดูแลแขกระดับสูงในลักษณะ Butler Service ซึ่งเป็นบริการที่ให้ความใส่ใจและดูแลความต้องการของแขกเป็นรายบุคคลมากขึ้น

พนักงานและผู้บริหารก็อยู่ในเกณฑ์ “การให้ดาว”

นอกจากสิ่งที่ผู้เข้าพักมองเห็นแล้ว มาตรฐานยังพิจารณาถึง คุณสมบัติของผู้บริหารและพนักงาน ด้วย เช่น ผู้จัดการโรงแรมระดับ 3 ดาวต้องมีวุฒิการศึกษาระดับที่กำหนดในสาขาการท่องเที่ยวหรือมีคุณสมบัติเทียบเท่า ขณะที่โรงแรมระดับ 4 และ 5 ดาวมีข้อกำหนดด้านการศึกษาและประสบการณ์บริหารที่สูงขึ้น

ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบ โดยระดับ 3 ดาวกำหนดทักษะภาษาต่างประเทศในระดับเทียบเท่าระดับ 3 ตามกรอบสมรรถนะภาษาเวียดนาม ขณะที่ระดับ 4 และ 5 ดาวยกระดับเป็นระดับ 4 นอกจากนี้หัวหน้าแผนกในโรงแรมระดับ 4 และ 5 ดาวก็ต้องผ่านการฝึกอบรมด้านวิชาชีพในระดับที่สูงขึ้นด้วย

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า มาตรฐานโรงแรม 5 ดาวไม่ได้ตัดสินจากความหรูหราของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประเมินองค์ประกอบหลายด้าน ตั้งแต่ห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง ร้านอาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก ไปจนถึงระบบบริการและบุคลากร

ดังนั้น หากครั้งหน้าต้องเลือกระหว่างโรงแรม 4 ดาวกับ 5 ดาว สิ่งที่ควรสังเกตจึงไม่ได้มีแค่จำนวนดาวหรือความสวยของห้องพัก แต่ควรมองภาพรวมของ พื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก คุณภาพบริการ และประสบการณ์ที่โรงแรมมอบให้ เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ระดับดาวของโรงแรมแตกต่างกัน

 

 

Read Entire Article