ไตมีปัญหา ขารู้ก่อน! สังเกต 5 สัญญาณจากขาและเท้า เช็กเองได้แค่ 10 วินาที

11 hours ago 1
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

ไตมีปัญหา ขารู้ก่อน! หมอเตือน 5 สัญญาณจากขาและเท้า อย่ามองข้าม เช็กเองได้แค่ 10 วินาที

สัญญาณเตือนของ โรคไต อาจไม่ได้แสดงออกด้วยอาการปวดเอวหรือปวดหลังเสมอไป แต่อาจซ่อนอยู่ในสิ่งที่เราเห็นทุกวันอย่าง “ขาและเท้า” โดยแพทย์เตือนว่า โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า หากไม่เจ็บบริเวณเอวก็แปลว่าไตยังแข็งแรง

แต่ในความเป็นจริง เมื่อการทำงานของไตเริ่มผิดปกติ ร่างกายอาจส่งสัญญาณผ่านอาการต่าง ๆ เช่น ขาบวม รอยถุงเท้ารัดลึก น่องเป็นตะคริว ขาคัน หรือเท้าชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

แพทย์แนะนำว่า เพียงใช้เวลาไม่กี่วินาทีลองกดบริเวณหน้าแข้ง ก็สามารถสังเกตเบื้องต้นได้ว่ามีภาวะบวมน้ำหรือไม่ แต่การทดสอบนี้ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้

ชายวัย 50 ปีเป็นตะคริวกลางคืน สุดท้ายพบร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือน

แพทย์หยาง จิ่งตวน (楊景端) เล่าประสบการณ์จากการตรวจผู้ป่วยผ่านช่อง YouTube “四維健康頻道” ว่า เคยพบชายวัยประมาณ 50 ปี ซึ่งมีโรคความดันโลหิตสูงและมีปัญหานอนไม่หลับ โดยมักมีอาการน่องเป็นตะคริวบ่อยในช่วงกลางคืน รวมถึงรู้สึกขากระสับกระส่าย

ในตอนแรกผู้ป่วยคิดว่าอาการดังกล่าวเกิดจากความเครียดและการทำงานหนัก แต่เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายและให้ดึงขากางเกงขึ้น กลับพบว่าบริเวณข้อเท้ามี รอยถุงเท้ารัดลึกและหายช้าผิดปกติ

รายละเอียดเล็ก ๆ นี้กลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้แพทย์เตือนว่า อย่าดูแค่เพียงอาการปวดเอว เพราะบางครั้งความผิดปกติของไตอาจแสดงออกผ่านขาและเท้าก่อน

ทำไมโรคไตถูกเรียกว่า “นักฆ่าเงียบ”

หลายคนเข้าใจว่า หากไตมีปัญหาจะต้องมีอาการปวดเอว แต่แพทย์ระบุว่า ความน่ากังวลของโรคไตเรื้อรังคือ ในระยะเริ่มต้นมักแทบไม่มีอาการให้สังเกตได้ชัดเจน

ไตที่ค่อย ๆ เสื่อมจากโรคเรื้อรังมักไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดโดยตรง อาการปวดที่ชัดเจนอาจเกิดจากภาวะเฉียบพลัน เช่น นิ่วในไต การติดเชื้อ หรือการอักเสบที่รุนแรง

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการสังเกต “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” ของร่างกาย เช่น อาการบวม ความผิดปกติของผิวหนัง หรืออาการที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

5 สัญญาณเตือนโรคไตที่อาจปรากฏบนขาและเท้า

หากมีอาการผิดปกติต่อไปนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ควรเพิ่มความระมัดระวังและเข้ารับการตรวจเมื่อมีความผิดปกติ

1. รอยถุงเท้ารัดลึก หายไปช้า

หลังถอดถุงเท้าแล้วพบว่ามีรอยกดลึกบริเวณข้อเท้า และใช้เวลานานกว่าจะหาย หรือช่วงบ่ายรู้สึกว่ารองเท้าเริ่มแน่นขึ้น เท้าบวมขึ้น อาจเป็นสัญญาณของภาวะบวมน้ำบริเวณขาส่วนล่าง

2. น่องเป็นตะคริวบ่อยในช่วงกลางคืน

อาการน่องเป็นตะคริวตอนกลางคืนอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความเหนื่อยล้า การออกกำลังกาย หรือความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่

อย่างไรก็ตาม หากเกิดขึ้นบ่อย อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของไตที่ผิดปกติ เพราะไตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย

3. ขารู้สึกเหมือนมีแมลงไต่ หรือภาวะขาอยู่ไม่สุข

บางคนเมื่อเอนตัวลงนอนจะรู้สึกขาเมื่อย ชา คัน หรือเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนัง จนต้องลุกขึ้นเดินเพื่อให้อาการดีขึ้น

อาการดังกล่าวอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการทำงานของไตที่ลดลง เช่น ความผิดปกติของการสร้างเม็ดเลือดแดง การควบคุมธาตุเหล็ก และการสะสมของเสียในร่างกาย

4. น่องแห้งและคันโดยไม่ทราบสาเหตุ

หากมีอาการผิวแห้ง คันเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน และใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น ควรตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับไตบางรายอาจเกิดอาการคันจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญ แต่จำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด

5. เท้าเย็น ชา หรือแผลหายช้า

อาการเท้าเย็น ชา หรือแผลที่ใช้เวลานานกว่าจะหาย อาจเกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนเลือด โรคเบาหวาน หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ

หากเกิดอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจ ไม่ควรวินิจฉัยหรือรักษาด้วยตัวเอง

ทดสอบขาบวมใน 10 วินาที ลองกดหน้าแข้งดูว่ามีรอยบุ๋มหรือไม่

สามารถสังเกตภาวะบวมน้ำเบื้องต้นได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

  1. นั่งลงและดึงขากางเกงขึ้น
  2. ใช้นิ้วโป้งกดบริเวณหน้าแข้งด้านหน้าใกล้กระดูกประมาณ 5 วินาที
  3. ปล่อยนิ้วออกแล้วสังเกตว่าผิวหนังกลับคืนสู่ปกติหรือไม่

หากผิวกลับคืนอย่างรวดเร็ว อาจไม่มีภาวะบวมชัดเจน แต่หากยังมี รอยบุ๋มค้างอยู่และใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะกลับคืน อาจเรียกว่า “ภาวะบวมน้ำแบบกดบุ๋ม (Pitting Edema)”

อย่างไรก็ตาม ขาบวมไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตเสมอไป เพราะโรคหัวใจ โรคตับ ปัญหาเส้นเลือดดำ หรือยาบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการบวมได้เช่นกัน

ขาบวมร่วมกับปัสสาวะเป็นฟอง ควรตรวจการทำงานของไต

หากพบว่าขาบวมซ้ำ ๆ ร่วมกับอาการ เช่น ปัสสาวะเป็นฟองผิดปกติ เหนื่อยง่าย หรือควบคุมความดันได้ยากขึ้น ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพไต

การตรวจการทำงานของไตสามารถทำได้จากการตรวจเลือด เช่น ค่า eGFR (อัตราการกรองของไต) และการตรวจปัสสาวะเพื่อดูโปรตีนหรือค่าอัลบูมินต่อครีอะตินีน (UACR)

การตรวจพบความผิดปกติเร็ว ช่วยให้สามารถวางแผนดูแลและชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น

ดูแลไต อย่ากินยาแก้ปวดหรืออาหารเสริมโดยไม่จำเป็น

แพทย์แนะนำว่า ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดบางชนิดเป็นเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น รวมถึงควรระวังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพไต

นอกจากนี้ ความเชื่อที่ว่า “ดื่มน้ำมากเท่าไร ไตก็ยิ่งดีขึ้น” ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เพราะปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละคน

ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียอย่างเงียบ ๆ แม้จะไม่ส่งสัญญาณด้วยความเจ็บปวด แต่ร่างกายอาจเตือนผ่านความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ครั้งต่อไปหลังถอดถุงเท้า ลองใช้เวลาสักไม่กี่วินาทีสังเกตข้อเท้าและขาของตัวเอง เพราะบางครั้งสัญญาณสุขภาพที่สำคัญ อาจซ่อนอยู่ในจุดที่เรามองข้าม

Read Entire Article