ตื่นมาพบว่าเพิ่งจะตี 3 ข่มตาหลับไม่ลง ผู้เชี่ยวชาญเผย 5 สาเหตุ ที่ทำให้หลายคนตื่นนอนระหว่าง 02.00-04.00 น.
ไม่มีความรู้สึกไหนจะแย่ไปกว่าการพลิกตัวไปมองนาฬิกาปลุกกลางดึก แล้วพบว่ามันเพิ่งจะตีสาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่างกายของคุณดันคิดว่า “ได้เวลาตื่นแล้ว!” จนทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบากในการข่มตาหลับใหลอีกครั้ง
และเมื่อคุณลองมาหมดทุกวิธีแล้ว ทั้งนับแกะ ลุกขึ้นมาทำเครื่องดื่มอุ่น ๆ หรือแม้แต่พลิกตัวไปมานับครั้งไม่ถ้วน สมองก็เริ่มจะคิดฟุ้งซ่านว่า "ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเราทุกคืน?" ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่แท้จริงว่า ทำไมคนเราถึงชอบมานอนตาค้างอยู่ระหว่างช่วงเวลา ตี 2 ถึง ตี 4 ดังนี้ครับ...
1. ความเครียดหรือความวิตกกังวล
นี่อาจดูเป็นสาเหตุที่เดาได้ง่าย แต่ความจริงแล้วมันเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิด (อย่างน้อยก็ในระดับจิตใต้สำนึก) โดย ดร. เดบอราห์ ลี (Dr. Deborah Lee) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับจาก Doctor Fox ยืนยันว่า ความเครียดเป็นหนึ่งในตัวการที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนเราสะดุ้งตื่นตอนตี 3
"คอร์ติซอล (Cortisol) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ 'ฮอร์โมนความเครียด' ตามปกติแล้วจะค่อย ๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นในช่วงเช้ามืดเพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายตื่นนอน" ดร. ลี อธิบายกับสื่อ Metro > "ทว่า หากคุณกำลังเผชิญกับความวิตกกังวลหรือความเครียดสะสมเรื้อรัง ระดับคอร์ติซอลจะพุ่งสูงขึ้นเร็วกว่าปกติหรือชันกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายตื่นตัวจนยากจะหลับลงไปใหม่ และกลายเป็นวงจรการนอนหลับที่ติด ๆ ขัด ๆ ในที่สุด"
2. สุขอนามัยการนอนที่ไม่ดี (Poor Sleep Hygiene)
บางทีคุณอาจชอบจ้องหน้าจอโทรศัพท์เป็นชั่วโมงก่อนจะตัดสินใจปิดไฟนอน หรือบางทีคุณอาจไม่มีเวลาเข้านอนที่แน่นอน พฤติกรรมการนอนที่แย่เหล่านี้สามารถกระตุ้นให้ร่างกายตื่นขึ้นมาในเวลาที่ไม่ต้องการได้ แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่ามันไม่น่าเกี่ยวกันก็ตาม
สเตฟานี โรมิสเซวสกี (Stephanie Romiszewski) นักสรีรวิทยาการนอนหลับและผู้อำนวยการ Sleepyhead Clinic แนะนำว่า: "คุณควรตื่นนอนเวลาเดียวกันทุก ๆ วัน และอย่าเพิ่งขึ้นเตียงจนกว่าจะรู้สึกง่วงจริง ๆ แล้วคุณจะสังเกตเห็นว่า หากคุณตื่นเวลาเดิมทุกวัน ร่างกายจะเริ่มจดจำและเซ็ตเวลานั้นเป็นเวลาตื่นปกติของคุณเอง นั่นคือลำดับขั้นตอนที่คุณต้องทำ"
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
3. น้ำตาลในเลือดสวิง หรือ การดื่มแอลกอฮอล์
ดร. ลี เตือนเพิ่มเติมว่า การเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำในเวลากลางคืน สามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งทั้งฮอร์โมน "อะดรีนาลีน" (Adrenaline) และ "คอร์ติซอล" ออกมา ซึ่งฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้มีฤทธิ์สั่งให้ร่างกายตื่นตัว
"อาการนี้มักพบได้บ่อยในคนที่ชอบอดอาหาร, กินมื้อเย็นน้อยเกินไป หรือได้รับโปรตีนไม่เพียงพอในระหว่างวัน เมื่อร่างกายรับรู้ถึงพลังงานที่ดิ่งวูบลง มันจะตอบสนองด้วยการเพิ่มความตื่นตัวเพื่อความอยู่รอด" ดร. ลี กล่าว
ในทำนองเดียวกัน การดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอนก็อาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า "อาการนอนไม่หลับตีกลับ" (Rebound Insomnia) แม้ว่าแอลกอฮอล์จะช่วยให้คุณผล็อยหลับได้เร็วขึ้นในตอนแรก แต่เมื่อมันเริ่มเผาผลาญและสลายตัวในร่างกายระหว่างคืน มันจะเข้าไปรบกวนวงจรการนอนหลับและปลุกให้คุณตื่นกลางดึก
4. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับกล่าวเสริมว่า: "ในช่วงวัยหมดประจำเดือน (Menopause) และวัยใกล้หมดประจำเดือน (Perimenopause) ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ผันผวนอย่างรุนแรง สามารถทำให้เกิดอาการเหงื่อออกตอนกลางคืน ร่างกายไวต่ออุณหภูมิ และเกิดความวิตกกังวลได้ ส่วนในหญิงตั้งครรภ์ ความไม่สบายตัวทางร่างกาย อาการปวดปัสสาวะบ่อย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ก็ล้วนเป็นสิ่งรบกวนการนอนหลับเช่นกัน"
5. ปัญหาสุขภาพหรือโรคแฝง
ในบางกรณี ปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ใต้พรมอาจเป็นตัวการหลักที่ปลุกคุณขึ้นมากลางดึก โรคและภาวะเหล่านั้น ได้แก่:
-
โรคซึมเศร้า
-
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea)
-
โรคกรดไหลย้อน (GERD)
-
ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
-
โรคขาอยู่ไม่สุข (Restless Leg Syndrome - RLS)
-
โรคความเจ็บปวดเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบ (Arthritis), โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) หรือโรคเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบ (Peripheral Neuropathy)

4 hours ago
1






English (US) ·