จากชายบำเรอสู่ฮ่องเต้! เปิดตำนาน "สนมชายคนโปรด" เส้นทางชีวิตพลิกผัน เรื่องจริงพีกยิ่งกว่าในซีรีส์
จากองค์ชายผู้สูงศักดิ์ กลายเป็นเชลยศึกและชายบำเรอของจักรพรรดิผู้พิชิตบ้านเมือง ก่อนกลับมาเป็นผู้นำกองทัพและขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้เสียเอง นี่คือเรื่องราวของ “มู่หรงชง” (Murong Chong) บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนยุคห้าชนเผ่าสิบหกรัฐ ผู้มีชีวิตเต็มไปด้วยความสูญเสีย ความสัมพันธ์อันซับซ้อนในราชสำนัก และการต่อสู้เพื่ออำนาจ
มู่หรงชงเป็นองค์ชายแห่งรัฐเฉียนเยียน ผู้มีบันทึกว่ารูปลักษณ์งดงามจนได้รับความโปรดปรานเชิงชู้สาวจากจักรพรรดิฝูเจียนแห่งรัฐเฉียนฉินตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปี ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เขามักถูกกล่าวถึงในฐานะชายบำเรอหรือสนมชายของฮ่องเต้
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของเขาแตกต่างจากชายคนโปรดของจักรพรรดิทั่วไป คือการที่เขาสามารถกลับมานำกองทัพต่อต้านอดีตผู้ปกครอง ก่อนประกาศตนเป็นจักรพรรดิแห่งรัฐซีเยียนใน ค.ศ. 385 และเข้ายึดนครฉางอันได้สำเร็จ
ประวัติมู่หรงชง องค์ชายรูปงามแห่งราชวงศ์เฉียนเยียน
มู่หรงชง (慕容沖, Mùróng Chōng) เป็นเชื้อพระวงศ์ชาวเซียนเป่ย (Xianbei) แห่งตระกูลมู่หรง มีชีวิตอยู่ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 โดยประสูติก่อน ค.ศ. 359 และสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 386 เขาเป็นพระโอรสของจักรพรรดิมู่หรงจวิ้น (Murong Jun) แห่งรัฐเฉียนเยียน หรือเยียนยุคก่อน และเป็นพระอนุชาของจักรพรรดิมู่หรงเหว่ย (Murong Wei)
ในวัยเยาว์ มู่หรงชงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นจงซานอ๋อง (Prince of Zhongshan) และมีชื่อเล่นว่า “เฟิ่งหวง” (鳳皇) ซึ่งหมายถึงหงส์หรือวิหคมงคลในวัฒนธรรมจีน ชื่อเล่นนี้ต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชะตาชีวิตของเขาและจักรพรรดิฝูเจียน
อย่างไรก็ตาม ชีวิตอันสุขสบายในฐานะองค์ชายต้องสิ้นสุดลงเมื่อรัฐเฉียนเยียนถูกกองทัพของรัฐเฉียนฉินพิชิตใน ค.ศ. 370 ส่งผลให้ราชวงศ์มู่หรงสูญเสียอำนาจ และสมาชิกเชื้อพระวงศ์จำนวนหนึ่งต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ชนะสงคราม รวมถึงมู่หรงชงซึ่งขณะนั้นยังเป็นเด็กหนุ่ม
องค์ชายเชลยศึกที่กลายเป็นชายบำเรอของจักรพรรดิฝูเจียน
ผู้พิชิตรัฐเฉียนเยียนคือจักรพรรดิฝูเจียน (苻堅, Fú Jiān) แห่งรัฐเฉียนฉิน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ปกครองที่ทรงอำนาจที่สุดของจีนตอนเหนือในช่วงเวลานั้น หลังได้รับชัยชนะ ฝูเจียนได้นำสมาชิกเชื้อพระวงศ์มู่หรงมาอยู่ภายใต้การปกครองของตนเอง
ตามบันทึกในจิ้นซู (晉書) หรือหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์จิ้น มู่หรงชงมีรูปลักษณ์งดงามและได้รับความโปรดปรานเชิงชู้สาวจากจักรพรรดิฝูเจียน ขณะเดียวกัน พระเชษฐภคินีของเขา ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะองค์หญิงชิงเหอ และมีอายุประมาณ 14 ปี ก็ได้รับความโปรดปรานจากฝูเจียนเช่นเดียวกัน
บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าฝูเจียนโปรดปรานสองพี่น้องตระกูลมู่หรงอย่างมาก จนผู้คนในเมืองฉางอันกล่าวขานถึงความสัมพันธ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มู่หรงชงยังเป็นผู้เยาว์ในช่วงเวลานั้น และอยู่ในสถานะเชลยจากรัฐที่พ่ายแพ้ จึงไม่อาจสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากความสมัครใจหรือความรักที่เท่าเทียมกัน
พี่น้องรูปงามที่ได้รับความโปรดปราน จนเกิดเพลงเล่าลือทั่วเมืองฉางอัน
ความโปรดปรานของจักรพรรดิฝูเจียนที่มีต่อมู่หรงชงและพระเชษฐภคินี กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนในเมืองฉางอันพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย โดยจิ้นซูบันทึกว่ามีเพลงพื้นบ้านกล่าวถึงหญิงหนึ่งคนและชายหนึ่งคนที่ได้เข้าไปอยู่ในพระราชวัง ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงสองพี่น้องตระกูลมู่หรง
เรื่องดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับขุนนางบางส่วน โดยเฉพาะหวังเหมิ่ง (王猛) ขุนนางคนสำคัญและที่ปรึกษาของฝูเจียน ซึ่งถวายคำทัดทานเกี่ยวกับความโปรดปรานที่มากเกินไป เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการปกครองและความมั่นคงของราชสำนัก
ในที่สุดฝูเจียนจึงยอมให้มู่หรงชงออกจากพระราชวัง และต่อมามู่หรงชงได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองผิงหยาง แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดจักรพรรดิเช่นเดิม แต่ชื่อของเขายังคงปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับความโปรดปราน
จุดเปลี่ยนชีวิต เมื่อจักรพรรดิฝูเจียนพ่ายแพ้สงครามแม่น้ำเฝย
ใน ค.ศ. 383 จักรพรรดิฝูเจียนประสบความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในยุทธการแม่น้ำเฝย (Battle of Fei River) เมื่อกองทัพรัฐเฉียนฉินพ่ายแพ้ต่อกองทัพราชวงศ์จิ้นตะวันออก ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้อำนาจของฝูเจียนเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
กลุ่มชนต่าง ๆ ที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของเฉียนฉินเริ่มเคลื่อนไหวแยกตัว รวมถึงสมาชิกตระกูลมู่หรง ซึ่งต้องการฟื้นฟูอำนาจของราชวงศ์เยียนที่เคยสูญเสียไป โดยมู่หรงหง (Murong Hong) พระเชษฐาของมู่หรงชง และมู่หรงฉุย (Murong Chui) ซึ่งเป็นพระญาติ ต่างมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านรัฐเฉียนฉิน
มู่หรงชงซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองผิงหยางได้เข้าร่วมการก่อกบฏและนำกำลังทหารต่อต้านอดีตผู้ปกครอง แม้การเคลื่อนไหวในช่วงแรกจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เขาก็สามารถรวมกำลังกับฝ่ายมู่หรงหง และเริ่มมีบทบาทสำคัญในการสู้รบกับเฉียนฉิน
จากอดีตสนมชายสู่ผู้นำกองทัพ
ใน ค.ศ. 384 มู่หรงหงเป็นผู้นำกองกำลังที่กำลังมุ่งหน้าไปยังนครฉางอัน แต่ขุนนางและนายทหารบางส่วนเกิดความไม่พอใจกับวิธีปกครองและการลงโทษที่เข้มงวดของเขา จึงร่วมกันสังหารมู่หรงหง ก่อนหันมาสนับสนุนมู่หรงชงให้ขึ้นเป็นผู้นำแทน
ขณะนั้นมู่หรงเหว่ย พระเชษฐาอีกพระองค์หนึ่งซึ่งเคยเป็นจักรพรรดิแห่งเฉียนเยียน ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ภายใต้อำนาจของฝูเจียนในเมืองฉางอัน มู่หรงชงจึงยังไม่ได้ประกาศตนเป็นจักรพรรดิทันที แต่ใช้ตำแหน่งรัชทายาทหรือผู้สืบทอดอำนาจเพื่อแสดงความชอบธรรมในการนำกองกำลัง
จากองค์ชายที่เคยตกเป็นเชลยศึกและได้รับความโปรดปรานจากฝูเจียน มู่หรงชงจึงกลายเป็นผู้นำทหารที่กำลังท้าทายอำนาจของจักรพรรดิผู้เคยควบคุมชีวิตของเขา
ระหว่างที่มู่หรงชงนำกองทัพเข้าประชิดเมืองฉางอัน มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในจิ้นซูและจือจื้อทงเจี้ยน โดยฝูเจียนได้ส่งเสื้อแพรชั้นดีไปให้มู่หรงชง พร้อมข้อความที่รื้อฟื้นความสัมพันธ์และความโปรดปรานในอดีต
ใจความของข้อความดังกล่าวกล่าวถึงไมตรีที่ฝูเจียนเคยมีต่อมู่หรงชง และตั้งคำถามว่าเหตุใดเขาจึงกลับมาต่อต้านผู้ที่เคยให้ความโปรดปรานแก่ตนเอง
แต่มู่หรงชงกลับไม่ยอมอ่อนข้อ โดยตอบกลับในใจความว่า เวลานี้ตนมุ่งหมายอยู่ที่แผ่นดิน จะมาเห็นแก่เสื้อผ้าเพียงตัวเดียวได้อย่างไร พร้อมเรียกร้องให้ฝูเจียนยอมจำนนและส่งตัวจักรพรรดิมู่หรงเหว่ยคืนมา
เหตุการณ์เสื้อแพรจึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่มักถูกนำไปตีความถึงความสัมพันธ์ระหว่างอดีตชายคนโปรดกับผู้ที่เคยมีอำนาจเหนือเขา แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ การส่งเสื้อแพรยังเป็นการสื่อสารทางการเมืองท่ามกลางสงครามที่มีการฟื้นฟูรัฐเยียนเป็นเดิมพัน
มู่หรงชงขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งซีเยียน
ช่วงต้น ค.ศ. 385 หลังจากแผนก่อการภายในเมืองฉางอันของฝ่ายมู่หรงถูกเปิดโปง ฝูเจียนได้สั่งประหารมู่หรงเหว่ยและสมาชิกเชื้อสายเซียนเป่ยจำนวนมาก เมื่อมู่หรงชงทราบว่าพระเชษฐาสิ้นพระชนม์ เขาจึงประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งรัฐซีเยียน หรือเยียนตะวันตก (Western Yan)
มู่หรงชงใช้รัชศกเกิงสื่อ (更始, Gēngshǐ) และภายหลังได้รับพระนามหลังสิ้นพระชนม์ว่าจักรพรรดิเว่ย (威帝) การขึ้นครองอำนาจครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของชีวิตอดีตองค์ชายผู้เคยสูญเสียบ้านเมืองและต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้พิชิตมาตั้งแต่วัยเยาว์
กองทัพของมู่หรงชงเดินหน้าปิดล้อมนครฉางอันอย่างต่อเนื่อง จนภายในเมืองประสบภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ในที่สุด ค.ศ. 385 ฝูเจียนออกจากเมืองเพื่อพยายามจัดหาเสบียง ก่อนที่กองทัพของมู่หรงชงจะสามารถเข้ายึดเมืองหลวงได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม แม้มู่หรงชงจะเข้ายึดฉางอันได้ แต่เขาไม่ได้เป็นผู้สังหารฝูเจียนโดยตรง เพราะภายหลังฝูเจียนถูกจับโดยกองกำลังของรัฐโฮ่วฉินหรือฉินยุคหลัง และถูกสังหารในปีเดียวกัน
ทำไมมู่หรงชงจึงครองบัลลังก์ได้ไม่นาน
แม้มู่หรงชงจะประสบความสำเร็จในการยึดนครฉางอัน แต่การปกครองของเขากลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าเขาใช้อำนาจลงโทษและให้รางวัลตามอารมณ์ อีกทั้งยังมีปัญหาการปล้นสะดมของกองทัพในพื้นที่บางส่วน ส่งผลให้ความไม่พอใจภายในกองกำลังเพิ่มสูงขึ้น
ปัญหาสำคัญอีกประการคือ ชาวเซียนเป่ยจำนวนมากต้องการเดินทางกลับไปยังดินแดนเดิมทางตะวันออก แต่มู่หรงชงกลับต้องการตั้งหลักอยู่ในนครฉางอัน โดยมีทั้งความผูกพันกับพื้นที่และความกังวลต่ออำนาจของมู่หรงฉุย ซึ่งได้ก่อตั้งรัฐโฮ่วเยียนหรือเยียนยุคหลังในดินแดนทางตะวันออก
ความเห็นที่แตกต่างกันทำให้มู่หรงชงสูญเสียการสนับสนุนจากทหารและขุนนาง ก่อนจะเกิดการรัฐประหารในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 386 โดยแม่ทัพหานเหยียน (Han Yan) เป็นผู้สังหารมู่หรงชง และสนับสนุนต้วนสุย (Duan Sui) ขึ้นเป็นผู้นำแทน
มู่หรงชงจึงสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 386 หลังครองราชย์ได้เพียงประมาณหนึ่งปี โดยมีพระชนมายุไม่ถึง 30 ปี ปิดฉากชีวิตที่ผ่านทั้งความรุ่งโรจน์ ความพ่ายแพ้ การตกอยู่ใต้อำนาจของผู้อื่น และการกลับขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง
มู่หรงชงเป็นชายบำเรอของฝูเจียนจริง หรือเป็นเพียงตำนาน
เรื่องมู่หรงชงได้รับความโปรดปรานเชิงชู้สาวจากจักรพรรดิฝูเจียนไม่ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในนิยายยุคใหม่ แต่มีหลักฐานปรากฏอยู่ในเอกสารประวัติศาสตร์จีน โดยเฉพาะจิ้นซู ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์ของฝูเจียนกับมู่หรงชงและพระเชษฐภคินี ขณะที่จือจื้อทงเจี้ยนบันทึกเหตุการณ์สำคัญระหว่างการทำสงครามของทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าที่กล่าวว่าฝูเจียนหลงรักมู่หรงชงอย่างลึกซึ้ง มู่หรงชงกลับมาทวงแค้นเพราะความเจ็บปวด ล้วนเป็นการตีความและการขยายความในเรื่องเล่าภายหลัง มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถยืนยันได้ทั้งหมดจากเอกสารประวัติศาสตร์
ชายบำเรอ คืออะไร? สนมชายในประวัติศาสตร์จีนโบราณ
ในประวัติศาสตร์จีนโบราณ มีคำที่ใช้เรียกชายรูปงามซึ่งได้รับการเลี้ยงดูเพื่อเป็นคนรักหรือชายบำเรอของบุคคลผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะสตรีชั้นสูง คำนั้นคือ “面首” อ่านตามพินอินว่า miànshǒu หรือออกเสียงใกล้เคียงภาษาไทยว่า “เมี่ยนโส่ว”
คำว่า 面 (miàn) หมายถึงใบหน้าหรือรูปลักษณ์ ส่วน 首 (shǒu) หมายถึงศีรษะ โดยมีคำอธิบายทางนิรุกติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับความงามของใบหน้าและเส้นผม ต่อมาคำว่า 面首 ถูกใช้ในความหมายของชายรูปงามที่เป็นคนรักหรือชายบำเรอของสตรีผู้มีฐานะสูง
พจนานุกรมภาษาจีนของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวันอธิบายว่า เมี่ยนโส่ว หมายถึงชายรูปงามที่สตรีชั้นสูงในสมัยโบราณเลี้ยงดูไว้เพื่อความสำราญ โดยยกตัวอย่างจากจือจื้อทงเจี้ยน (資治通鑑) ซึ่งกล่าวถึงองค์หญิงซานอินแห่งราชวงศ์หลิวซ่ง ที่ได้รับการจัดหาชายบำเรอประมาณ 30 คน
เรื่องขององค์หญิงซานอินเป็นเหตุการณ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังยุคของมู่หรงชง ดังนั้นสำหรับมู่หรงชง คำว่า “ชายบำเรอ” หรือ “สนมชาย” จึงเป็นคำอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจักรพรรดิฝูเจียนในเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการตามระบบราชสำนักจีนในขณะนั้น
สรุปตำนานมู่หรงชง จากชายบำเรอสู่จักรพรรดิแห่งซีเยียน
เรื่องราวของมู่หรงชงเป็นหนึ่งในชีวประวัติที่น่าสนใจของประวัติศาสตร์จีนยุคห้าชนเผ่าสิบหกรัฐ จากองค์ชายแห่งรัฐเฉียนเยียนที่สูญเสียบ้านเมืองในวัยเยาว์ กลายเป็นชายบำเรอของจักรพรรดิฝูเจียน ก่อนกลับมาเป็นผู้นำกองทัพต่อต้านรัฐเฉียนฉิน และประกาศตนขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งซีเยียนใน ค.ศ. 385
แม้จะสามารถยึดนครฉางอันได้สำเร็จ แต่เขากลับครองอำนาจได้เพียงประมาณหนึ่งปี ก่อนถูกสังหารโดยคนของตนเองใน ค.ศ. 386 ชีวิตของมู่หรงชงจึงไม่ใช่เพียงตำนานสนมชายรูปงามในราชสำนัก หากยังสะท้อนความโหดร้ายของสงคราม ความเปราะบางของอำนาจ และชะตากรรมของผู้คนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีน

17 hours ago
3




English (US) ·