เตือนภัยสแกมเมอร์ หลอก-ลวง-รัก คนเหงาช่วงวาเลนไทน์

1 month ago 30
❤️ ARTICLE AD BOX ❤️

บริษัทเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ออกโรงเตือนภัยเหล่าสแกมเมอร์ที่ใช้เทคโนโลยีดีพเฟค ต้มตุ๋นเหยื่อให้หลงรักและลวงเงิน ตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวยาวมาจนถึงเทศกาลวันแห่งความรัก

บริษัทเมตา แพลตฟอร์มส เตือนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในวันพุธ ให้ระวังคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีดีพเฟค เพื่อหลอกให้รักและหาทางลวงเงินจากกระเป๋าเหยื่อเหล่านี้

เดวิด อากราโนวิช ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายภัยคุกคามของเมตา เผยกับผู้สื่อข่าวในวันพุธว่า ระบบตรวจจับทางแอปพลิเคชันของเมตา ซึ่งรวมถึงอินสตาแกรมและวอทส์แอพพ์ ผ่านการตรวจจับรูปแบบและสัญญาณของนักต้มตุ๋นบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ พบว่า ดีพเฟคเป็น “เครื่องมือใหม่ของเหล่าสแกมเมอร์” โดยยกตัวอย่างคดีต้มตุ๋นที่กัมพูชา มุ่งเป้าผู้ที่พูดภาษาจีนและญี่ปุ่น ผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท

เมตา เสริมว่า นักวิจัยจากโอเพ่น เอไอ พบว่า “ขบวนการสแกมเมอร์” ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ของโอเพ่น เอไอ ในการสร้างและแปลเนื้อหาเพื่อหลอกลวงผู้คน

เรเชล โทแบค ประธานฝ่ายความปลอดภัยของ SocialProof เผยด้วยว่า เหล่านักต้มตุ๋นใช้เทคโนโลยี Generative AI มากขึ้นในช่วง 2-3 เดือนมานี้ ในการปลอมแปลงหน้าตา ซุ่มเสียงบนวิดีโอคอล เป็นบุคคลอื่น พร้อมแนะให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโปรด “ระแวงอย่างระวัง” เมื่อพบคนแปลกหน้าบนโลกออนไลน์พยายามผูกสัมพันธ์เชิงชู้สาว ที่นำไปสู่การขอเงินในเหตุฉุกเฉินหรือโอกาสทางธุรกิจ

สแกมเมอร์ป่วนคนซึมเศร้าช่วงหน้าหนาว

ช่วงหน้าหนาวและช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ เป็นหนึ่งในโอกาสทองของเหล่าสแกมเมอร์ ในมุมมองของประธานฝ่ายความปลอดภัยของ SocialProof ที่บอกว่า “เราเห็นการทะลักล้นของเหล่าสแกมเมอร์ที่ลวงเหยื่อที่กำลังเหงาในช่วงหน้าหนาว” เป้าหมายของพวกเขาคือใช้กลวิธีสร้างความเชื่อมั่นอย่างรวดเร็วและหาทางดูดเงินหรือข้อมูลส่วนตัวเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินของเหยื่อ ดังนั้น “ความหวาดระแวงแบบสุภาพชนจะช่วยได้ ด้วยการหาทางให้พวกเขายืนยันตัวตนจริง ๆ ให้ได้”

เมื่อปีที่แล้ว เมตา ลบบัญชีกว่า 408,000 บัญชีในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งใช้ก่อคดีโรแมนซ์สแกม ที่ปลอมตัวเป็นทหารหรือนักธุรกิจในออสเตรเลีย อังกฤษ ยุโรป และสหรัฐฯ เพื่อลวงเงินเหยื่อที่หลงเชื่อ และตอนนี้เมตาเตรียมทดสอบระบบจดจำใบหน้าเพื่อตรวจสอบผู้ที่แอบอ้างตัวตนเป็นบุคคลอื่นแล้ว

  • ที่มา: เอเอฟพี, เอพี

กระดานความเห็น

Please enable JavaScript to view the comments powered by Disqus.
Read Entire Article